ทสกัมมปถวรรค (ธาตุสังยุต)
วรรคที่ 3 ของธาตุสังยุต (สังยุตที่ 14 ในสังยุตตนิกาย) ประกอบด้วย 7 สูตร (SN 14.23–14.29) ต่อยอดจากทุติยวรรค โดยนำหลัก “สัตว์คบค้ากันโดยธาตุ” มาเทียบกับคุณธรรม ศีล และมรรค เป็นคู่ขัดแย้ง (ฝ่ายอกุศล vs ฝ่ายกุศล) — เริ่มจากธรรมสามัญ (ศรัทธา/สมาธิ/ศีล) ขยายสู่กรรมบถ 10 และจบด้วยมรรค 8 + องค์สัมมัตตะ 10 ทุกสูตรแสดง ณ เชตวัน สาวัตถี
SN 14.23 อสมาหิตสูตร (ข้อ ๓๙๐)
ว่าด้วยการคบค้าของสัตว์โดยธาตุว่าด้วยจิตไม่ตั้งมั่น — ณ เชตวัน สาวัตถี
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า สัตว์ทั้งหลายย่อมคบค้ากัน ย่อมสมาคมกัน โดยธาตุเทียว — เทียบธรรม 5 คู่:
- ผู้ไม่มีศรัทธา / ไม่มีหิริ / ไม่มีโอตตัปปะ / มีใจไม่มั่นคง (อสมาหิต) / มีปัญญาทราม → คบกันตามพวก
- ผู้มีศรัทธา / มีหิริ / มีโอตตัปปะ / มีใจมั่นคง (สมาหิต) / มีปัญญา → คบกันตามพวก
ชื่อสูตรเน้น “อสมาหิต” เป็นบทที่ 4 ในลำดับธรรม (อรรถกถาว่า อสมาหิต = เว้นจากอุปจารสมาธิและอัปปนาสมาธิ)
SN 14.24 ทุสสีลสูตร (ข้อ ๓๙๑)
ว่าด้วยการคบค้าของสัตว์โดยธาตุว่าด้วยศีล — ณ เชตวัน สาวัตถี
รูปแบบเดียวกับอสมาหิตสูตร เทียบธรรม 5 คู่ แต่สลับทุศีล/มีศีล เป็นบทที่ 4 แทนอสมาหิต/สมาหิต:
- ผู้ไม่มีศรัทธา / ไม่มีหิริ / ไม่มีโอตตัปปะ / ทุศีล / มีปัญญาทราม → คบกันตามพวก
- ผู้มีศรัทธา / มีหิริ / มีโอตตัปปะ / มีศีล / มีปัญญา → คบกันตามพวก
SN 14.25 ปัญจสิกขาปทสูตร (ข้อ ๓๙๒–๓๙๔)
ว่าด้วยการคบค้าของสัตว์โดยธาตุต่างด้วยศีล 5 — ณ เชตวัน สาวัตถี
สูตรนี้มี “เอวัมเม สุตัง” (ข้อ ๓๙๒) — เทียบผู้ทำและผู้งดเว้นสิกขาบท 5 เป็นคู่:
- ฝ่ายอกุศล (ข้อ ๓๙๓): พวกทำปาณาติบาต / อทินนาทาน / กาเมสุมิจฉาจาร / มุสาวาท / ดื่มน้ำเมา (สุราเมรัยอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท) → คบค้ากันตามพวก
- ฝ่ายกุศล (ข้อ ๓๙๔): พวกเว้นขาดจากปาณาติบาต / อทินนาทาน / กาเมสุมิจฉาจาร / มุสาวาท / สุราเมรัย → คบค้ากันตามพวก
โยงกับศีล 5 และกรรมบถ 10 (เฉพาะฝ่ายกาย-วาจา 5 ข้อ ไม่รวมเพ้อเจ้อและมโนทุจริต)
SN 14.26 สัตตกัมมปถสูตร (ข้อ ๓๙๕–๓๙๖)
ว่าด้วยกรรมบถ ๗ — ณ เชตวัน สาวัตถี
ขยายจากสูตรก่อนโดยเพิ่มวจีทุจริต 3 (ส่อเสียด/คำหยาบ/เพ้อเจ้อ) รวมเป็น 7 กรรมบถ:
- ฝ่ายอกุศล (ข้อ ๓๙๕): พวกทำปาณาติบาต / อทินนาทาน / กาเมสุมิจฉาจาร / มุสาวาท / พูดส่อเสียด / พูดคำหยาบ / พูดเพ้อเจ้อ → คบค้ากันตามพวก
- ฝ่ายกุศล (ข้อ ๓๙๖): พวกเว้นขาดจากทั้ง 7 ข้อ → คบค้ากันตามพวก
SN 14.27 ทสกัมมปถสูตร (ข้อ ๓๙๗–๓๙๘)
ว่าด้วยกรรมบถ 10 — ณ เชตวัน สาวัตถี
เทียบกรรมบถ 10 ครบชุด โดยเพิ่มมโนทุจริต 3 จากสูตรก่อน:
- ฝ่ายอกุศล (ข้อ ๓๙๗): กายทุจริต 3 + วจีทุจริต 4 + อภิชฌา / พยาบาท / มิจฉาทิฏฐิ → คบค้ากันตามพวก
- ฝ่ายกุศล (ข้อ ๓๙๘): พวกเว้นจากกายทุจริต 3 + วจีทุจริต 4 + ไม่มีอภิชฌา / มีจิตไม่พยาบาท / สัมมาทิฏฐิ → คบค้ากันตามพวก
สูตรที่ 5 เป็นจุดสูงสุดของชุดกรรมบถ — ขยายจากศีล 5 → กรรมบถ 7 → กรรมบถ 10 ตามลำดับ
SN 14.28 อัฏฐังคิกสูตร (ข้อ ๓๙๙–๔๐๐)
ว่าด้วยการคบค้ากันของสัตว์ด้วยมรรค 8 — ณ เชตวัน สาวัตถี
วรรคนี้ยกระดับจาก “ศีล-กรรมบถ” สู่ “มรรค” เทียบมิจฉัตตะ 8 กับสัมมัตตะ 8:
- ฝ่ายมิจฉา (ข้อ ๓๙๙): พวกมิจฉาทิฏฐิ / มิจฉาสังกัปปะ / มิจฉาวาจา / มิจฉากัมมันตะ / มิจฉาอาชีวะ / มิจฉาวายามะ / มิจฉาสติ / มิจฉาสมาธิ → คบค้ากันตามพวก
- ฝ่ายสัมมา (ข้อ ๔๐๐): พวกสัมมาทิฏฐิ / สัมมาสังกัปปะ / สัมมาวาจา / สัมมากัมมันตะ / สัมมาอาชีวะ / สัมมาวายามะ / สัมมาสติ / สัมมาสมาธิ → คบค้ากันตามพวก
(อรรถกถาว่า สูตรนี้ตรัสด้วยอำนาจอัธยาศัยของพวกผู้รู้ ด้วยอำนาจองค์มรรค 8)
SN 14.29 ทสังคิกสูตร (ข้อ ๔๐๑–๔๐๒)
ว่าด้วยการคบค้าของสัตว์โดยธาตุประกอบด้วยธรรม 10 ประการ — ณ เชตวัน สาวัตถี
สูตรปิดวรรค ขยายจากมรรค 8 เป็น 10 องค์ โดยเพิ่ม สัมมาญาณะ และสัมมาวิมุตติ:
- ฝ่ายมิจฉา (ข้อ ๔๐๑): มิจฉัตตะ 8 + มิจฉาญาณะ / มิจฉาวิมุตติ → คบค้ากันตามพวก
- ฝ่ายสัมมา (ข้อ ๔๐๒): สัมมัตตะ 8 + สัมมาญาณะ / สัมมาวิมุตติ → คบค้ากันตามพวก
(อรรถกถาว่า มิจฉาญาณะ = ผู้ประกอบด้วยความรู้ผิดและการพิจารณาผิด; มิจฉาวิมุตติ = ยึดถือกุศลวิมุตติโดยยังไม่หลุดพ้นจากทุกข์จริง; สัมมาวิมุตติ = ผู้ประกอบด้วยผลวิมุตติอันนำออกจากทุกข์)
ความสำคัญของวรรค
- ทสกัมมปถวรรคเป็นวรรคที่ 3 และวรรคสุดท้ายของธาตุสังยุต — นำหลักธาตุจากสองวรรคก่อน (ธาตุเป็นเหตุผัสสะ-เวทนา-สัญญา-วิตก-อัธยาศัย) มาประยุกต์กับคุณธรรมเชิงปฏิบัติ
- วรรคนี้จัดลำดับแบบขยายจากน้อยไปมาก: ศีล 5 → กรรมบถ 7 → กรรมบถ 10 → มรรค 8 → สัมมัตตะ 10 แสดงว่าการรวมกลุ่มตามธาตุครอบคลุมทุกระดับ ตั้งแต่ศีลพื้นฐานถึงผลวิมุตติ
- เชื่อมกับอริยมรรคมีองค์ 8 และกรรมบถ 10 ในฐานะ “ธาตุ” ที่กำหนดว่าสัตว์จะสมาคมกับใคร
- โยงกับkalyanamittata (กัลยาณมิตตตา) — หลักการ “คบคนดี” มีรากจากธรรมชาติของธาตุ ไม่ใช่เพียงข้อแนะนำ
- หมายเหตุ: ข้อ ๓๙๗–๓๙๘ (ทสกัมมปถสูตร) ในฉบับ มมร ย่อบางส่วนด้วย ”…” แสดงว่าเป็นสูตรที่ตรัสครบแบบ เปยยาละ ให้อนุมานจากบริบท