โสตาปัตติสังยุต — สัปปัญญวรรค และ มหาปัญญวรรค (วรรคที่ 6–7)

วรรคที่ 6–7 (ท้ายสุด) ของ โสตาปัตติสังยุต (SN 55) — แสดง ณ สาวัตถี เชตวัน, กบิลพัสดุ์ นิโครธาราม, และพาราณสี อิสิปตนมฤคทายวัน เนื้อเด่น: สูตรกลุ่มนี้ขยายธรรม 4 ชุดที่สอง (สัปปุริสสังเสวะ-สัทธรรมสวนะ-โยนิโสมนสิการ-ธัมมานุธัมมปฏิปัตติ) สู่ผลลัพธ์หลากระดับ ตั้งแต่โสดาบันถึงอรหันต์ และขยายคำอธิบาย “ปัญญา” ในหลากแบบ

สัปปัญญวรรค (วรรคที่ 6, ข้อ ๑๖๒๑–๑๖๔๐)

  • สคาถกสูตร (ข้อ ๑๖๒๑–๑๖๒๒) — ทรงแสดงโสตาปัตติยังคะ 4 (อเวจจปสาทะ 3 + ศีล) + คาถา: “ผู้มีศรัทธาตั้งมั่นในพระตถาคต มีศีลอันพระอริยเจ้าใคร่ มีความเลื่อมใสในพระสงฆ์ มีทัศนะตรง ท่านเรียกว่าผู้ไม่ยากจน ชีวิตของท่านไม่ไร้ผล”

  • วัสสวุตถสูตร (ข้อ ๑๖๒๓–๑๖๒๗) — ภิกษุที่พักจำพรรษา ณ สาวัตถี แล้วไปกราบทูลลาไป กบิลพัสดุ์ — ทรงตรัสว่า ในหมู่อริยบุคคลนั้น โสดาบันมีมากที่สุด, สกทาคามีมีน้อยกว่า, อนาคามีมีน้อยกว่านั้น, อรหันต์มีน้อยที่สุด — เหมือนนิ้วโป้งกับนิ้วอื่นในมือ

  • ธรรมทินนสูตร (ข้อ ๑๖๒๘–๑๖๓๕) — ธรรมทินนะอุบาสก พร้อมอุบาสก 500 คน ณ พาราณสี อิสิปตนมฤคทายวัน เข้าเฝ้าทูลว่า ต้องการศึกษาสุตตันตะลึกซึ้ง ทรงรับรองความตั้งใจแล้วตรัสสอนตามภูมิ — ทรงพยากรณ์ธรรมทินนะว่าเป็น โสดาบัน และกลุ่มอุบาสก 500 ก็ได้รับการพยากรณ์ตามภูมิปัญญาของแต่ละคน

  • คิลายนสูตร (ข้อ ๑๖๓๖–๑๖๓๘) — อุบาสกผู้มีปัญญา (ในลักษณะ) ไปเยี่ยมอุบาสกผู้มีปัญญาที่อาพาธ แล้วแสดงธรรมว่า: ท่านผู้ประกอบด้วยธรรม 4 (อเวจจปสาทะ 3 + ศีล) จงน้อมจิตออกจากกาม ออกจากรูป เข้าสู่สภาพที่ชื่อว่า สักกายนิโรธ (ความดับแห่งกายที่ถือว่าเป็นตน) — ชี้ว่าอุบาสกที่มีวิมุตติจิต ย่อมไม่ต่างจากภิกษุในแง่ของเป้าหมาย

  • ปฐมผลสูตร (ข้อ ๑๖๓๙) — ธรรม 4 ชุด “เหตุ” (สัปปุริสสังเสวะ-สัทธรรมสวนะ-โยนิโสมนสิการ-ธัมมานุธัมมปฏิปัตติ) → บรรลุ โสดาบัน

  • ทุติยผลสูตร — ธรรม 4 เดียวกัน → บรรลุ สกทาคามี

  • ตติยผลสูตร — ธรรม 4 เดียวกัน → บรรลุ อนาคามี

  • จตุตถผลสูตร — ธรรม 4 เดียวกัน → บรรลุ อรหัตผล

  • ปฏิลาภสูตร — ธรรม 4 (ชุดเหตุ) → ได้ปัญญา (ปฏิลาภ)

  • วุฒิสูตร — ธรรม 4 → ปัญญาเจริญ (วุฒิ)

  • เวปุลลสูตร — ธรรม 4 → ปัญญาไพบูลย์ (เวปุลล)

มหาปัญญวรรค (วรรคที่ 7, ข้อ ๑๖๔๑–๑๖๕๓)

วรรคสุดท้ายของสังยุต รูปแบบเดียวกันทุกสูตร: ธรรม 4 ชุดเหตุ (สัปปุริสสังเสวะ-สัทธรรมสวนะ-โยนิโสมนสิการ-ธัมมานุธัมมปฏิปัตติ) → “ได้ปัญญา” แต่ละสูตรขยายความ “ปัญญา” ในแง่ต่างกัน:

  • มหาปัญญสูตร (ข้อ ๑๖๔๑) — ได้ มหาปัญญา (ปัญญาใหญ่)
  • ปุถุปัญญสูตร (ข้อ ๑๖๔๒) — ได้ ปุถุปัญญา (ปัญญากว้าง)
  • วิปุลสูตร (ข้อ ๑๖๔๓) — ได้ วิปุลปัญญา (ปัญญาไพบูลย์)
  • คัมภีรสูตร (ข้อ ๑๖๔๔) — ได้ คัมภีรปัญญา (ปัญญาลึก)
  • อัปปมัตตสูตร (ข้อ ๑๖๔๕) — ได้ อัปปมัตตปัญญา (ปัญญาหาประมาณมิได้)
  • ภูริสูตร (ข้อ ๑๖๔๖) — ได้ ภูริปัญญา (ปัญญาดุจแผ่นดิน)
  • พาหุลสูตร (ข้อ ๑๖๔๗) — ได้ พาหุลปัญญา (ปัญญามาก)
  • สีฆสูตร (ข้อ ๑๖๔๘) — ได้ สีฆปัญญา (ปัญญาเร็ว)
  • ลหุสูตร (ข้อ ๑๖๔๙) — ได้ ลหุปัญญา (ปัญญาเบา-คล่อง)
  • หาสสูตร (ข้อ ๑๖๕๐) — ได้ หาสปัญญา (ปัญญาร่าเริง)
  • ชวนสูตร (ข้อ ๑๖๕๑) — ได้ ชวนปัญญา (ปัญญาแล่น)
  • ติกขสูตร (ข้อ ๑๖๕๒) — ได้ ติกขปัญญา (ปัญญาคม)
  • นิพเพธิกสูตร (ข้อ ๑๖๕๓) — ได้ นิพเพธิกปัญญา (ปัญญาชำแรกกิเลส) — จบโสตาปัตติสังยุต

ความสำคัญ:

  • วรรค 6–7 ปิดท้าย SN 55 ด้วยการแสดงว่าโสตาปัตติยังคะ 4 ชุดเหตุ (สัปปุริสสังเสวะ ฯลฯ) นำไปสู่ผลได้ทุกระดับ: โสดาบัน-สกทาคามี-อนาคามี-อรหันต์ — แสดงว่าธรรม 4 นี้ไม่ใช่แค่เส้นทางสู่โสดาบัน แต่เป็นเส้นทางสู่วิมุตติทั้งหมด
  • มหาปัญญวรรคระบุปัญญา 13 ชนิดเป็นรายการ — สะท้อนวิธีการ “เปยยาล” ของสังยุตตนิกาย ที่ขยายชุดคำศัพท์ให้ครบถ้วน
  • ธรรมทินนสูตร และ วัสสวุตถสูตร มีคุณค่าสำหรับกรอบคิดเรื่องชุมชนของพระอริยบุคคล: ผู้บรรลุระดับต่างๆ มีสัดส่วนต่างกัน โสดาบันมากที่สุด
  • โยงต่อ: โสดาบัน, sappurisa-samseva (สัปปุริสสังเสวะ), dhammanudhamma-patipatti (ธัมมานุธัมมปฏิปัตติ), nibbedhikapanna (นิพเพธิกปัญญา)