ธรรมทายาทสูตร (มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ สูตรที่ ๓)

พระพุทธเจ้า ทรงสอนให้ภิกษุเป็น ธรรมทายาท (ผู้รับมรดกเป็นธรรม) ไม่ใช่ อามิสทายาท (ผู้รับมรดกเป็นวัตถุปัจจัย) ที่พระเชตวัน เมืองสาวัตถี แล้ว พระสารีบุตร ขยายความต่อ

อุปมาบิณฑบาตที่เหลือ

ทรงยกตัวอย่าง: เมื่อพระองค์ฉันอิ่มแล้ว มีบิณฑบาตเหลือที่จะต้องทิ้ง มีภิกษุ 2 รูปหิวโหยมา

  • รูปที่ 1 ไม่ฉัน ยอมหิวต่อ เพราะถือว่าบิณฑบาตคืออามิส — พระองค์ตรัสว่า รูปนี้ควรบูชาควรสรรเสริญมากกว่า เพราะนำไปสู่ความมักน้อย สันโดษ ขัดเกลา เลี้ยงง่าย ปรารภความเพียร
  • รูปที่ 2 ฉันบรรเทาความหิว — ไม่ผิด แต่ด้อยกว่า

พระสารีบุตรขยาย: “ศึกษาความสงัดตาม”

เมื่อพระศาสดาทรงอยู่อย่างสงัด (วิเวก) สาวกควร ศึกษาความสงัดตาม วัดที่ 3 เกณฑ์:

  1. ละธรรมที่พระศาสดาตรัสให้ละหรือไม่
  2. มักมากในปัจจัยลาภหรือไม่
  3. ตกอยู่ใน นิวรณ์ 5 / ทอดธุระในความสงัดหรือไม่

ภิกษุที่ไม่ทำตาม (เถระ/ปานกลาง/ผู้ใหม่) ถูกติเตียน ที่ทำตามได้รับสรรเสริญ

ทางละธรรมลามก = มัชฌิมาปฏิปทา

ปิดท้ายด้วยรายการ “ธรรมลามกเป็นคู่”: โลภะ-โทสะ, โกรธ-ผูกโกรธ, ริษยา-ตระหนี่, มายา-โอ้อวด, หัวดื้อ-แข่งดี, ถือตัว-ดูหมิ่น, เมา-เลินเล่อ — ทางละทั้งหมดคือ มัชฌิมาปฏิปทา = อริยมรรคมีองค์ 8

ความสำคัญ

สูตรวางจุดยืนชีวิตนักบวช: มรดกที่แท้คือธรรม ไม่ใช่ลาภสักการะ และเชื่อมเข้ามัชฌิมาปฏิปทาเป็นทางออกของกิเลสทุกคู่

ที่อ้างอิง

มมร เล่ม 17 (มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์) ข้อ ๒๐–๒๖ | ม.มู. ๑๒

แหล่งสรุป: แหล่ง-ธรรมทายาทสูตร