กีฏาคิริสูตร (Kīṭāgiri Sutta)

พระพุทธเจ้าปรารภภิกษุอัสสชิและปุนัพพสุกะ (เจ้าอาวาสที่กีฏาคิรีนิคม แคว้นกาสี — คนละรูปกับพระอัสสชิปัญจวัคคีย์) ผู้ดื้อไม่ยอมเลิกฉันในเวลาวิกาล อ้างว่าฉันทั้งเย็น-เช้า-วิกาลก็สุขสบายดี

  • คุณของการเว้นฉันในราตรี/วิกาล: อาพาธน้อย โรคเบาบาง กระปรี้กระเปร่า มีกำลัง อยู่สำราญ
  • เวทนา 3 กับกุศล-อกุศล: พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนรวมๆ ว่าให้ละสุขเวทนาทั้งหมด แต่จำแนกว่า — สุข/ทุกข์/อทุกขมสุขเวทนาใด เสพแล้วอกุศลเจริญ ให้ละ, เวทนาใด เสพแล้วกุศลเจริญ ให้เข้าถึง (ตรัสเพราะทรงรู้แจ้งเอง)
  • กิจที่ต้องทำด้วยความไม่ประมาท: ไม่มีแก่พระอรหันต์ (ทำเสร็จแล้ว) แต่ยังมีแก่พระเสขะที่ยังไม่บรรลุ
  • บุคคล 7 จำพวก (สูตรนี้เป็นแหล่งจำแนกหลัก): อุภโตภาควิมุต · ปัญญาวิมุต · กายสักขี · ทิฏฐิปัตตะ · สัทธาวิมุต · ธัมมานุสารี · สัทธานุสารี
  • การตั้งอยู่ในอรหัตผลเป็นไปตามลำดับ (anupubbasikkha (อนุปุพพสิกขา)) ไม่ใช่บรรลุทันทีครั้งเดียว: ศรัทธา → เข้าไปใกล้ → นั่งใกล้ → เงี่ยโสต → ฟังธรรม → ทรงจำ → พิจารณาเนื้อความ → ธรรมทนการพินิจ → ฉันทะ → อุตสาหะ → ไตร่ตรอง → ตั้งความเพียร → แทงตลอดบรมสัจจะ
  • คำสอนที่ทรงค่า: สาวกผู้มีศรัทธาตั้งใจว่า “แม้เนื้อเลือดจะเหือดแห้ง เหลือแต่หนังเอ็นกระดูก ก็จะไม่คลายเพียร” — หวังได้ผล 2 คือ อรหัตผล หรือ อนาคามี