ทุติยวรรค เป็นวรรคที่สองของโกสลสังยุต (Kosalasaṃyutta) ในสคาถวรรค สังยุตตนิกาย ประกอบด้วย 10 สูตร ส่วนใหญ่เป็นบทสนทนาระหว่างพระพุทธเจ้ากับพระเจ้าปเสนทิโกศลสาวัตถี บางสูตรประทับที่เชตวัน บางสูตรที่บุพพารามปราสาทของมิคารมารดา ธีมของวรรคนี้หลากหลายกว่าปฐมวรรค ครอบคลุมทั้งการทดสอบคุณธรรม สงคราม การบริโภคพอประมาณ อนาคตกรรม และความไม่ประมาท


SN 3.11 ชฏิลสูตร (ข้อ ๓๕๔–๓๕๘) — ไม่ควรวางใจเพราะเห็นชั่วครู่

ประทับที่บุพพารามปราสาทของมิคารมารดา สาวัตถี พระเจ้าปเสนทิโกศลเสด็จเข้าเฝ้าแล้วทอดพระเนตรเห็นชฏิล ๗ คน นิครนถ์ ๗ คน อเจลก ๗ คน เอกสาฎก ๗ คน ปริพาชก ๗ คน เดินผ่านมา จึงทรงลุกถวายอภิวาทด้วยทรงเข้าใจว่าเป็นผู้บรรลุธรรม แล้วทูลถาม

  • ทรงตอบ: ฆราวาสผู้บริโภคกาม ยากจะรู้ได้ว่าผู้ใดเป็นพระอรหันต์ เพราะ ศีลรู้ได้ด้วยการอยู่ร่วมกันนาน ความสะอาดรู้ได้จากการงาน กำลังใจรู้ได้ในคราวมีอันตราย ปัญญารู้ได้จากการสนทนา — ล้วนต้องใช้กาลนาน ต้องมีปัญญาจึงจะรู้
  • เฉลย: นักบวชเหล่านั้นเป็นจารบุรุษของพระราชา ส่งไปสอดแนมชนบท ภายหลังอาบน้ำนุ่งขาวมาบำเรออยู่
  • คาถา: ไม่ควรไว้วางใจเพราะผิวพรรณและการเห็นชั่วครู่ นักบวชไม่สำรวมใช้เครื่องบริขารของนักบวชสำรวมเหมือนกุณฑลดินหุ้มทอง คนไม่บริสุทธิ์ภายใน งามแต่ภายนอก

SN 3.12 ปัญจราชสูตร (ข้อ ๓๕๙–๓๖๓) — ว่าด้วยยอดแห่งกาม

พระราชา ๕ พระองค์ มีพระเจ้าปเสนทิโกศลเป็นประมุข ถกกันว่ากามคุณใดเป็นยอด บ้างตอบว่ารูป บ้างว่าเสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ตกลงกันไม่ได้ จึงพากันมาทูลถาม

  • ทรงตอบ: ยอดแห่งกามคือ ที่สุดแห่งความพอใจ — รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ที่บุคคลดีใจบริบูรณ์ด้วยสิ่งใด สิ่งอื่นใดจะประณีตกว่าก็ไม่ปรารถนา สิ่งนั้นคือยอดสำหรับเขา (แล้วแต่ความพอใจของแต่ละคน)
  • จันทนังคลิกอุบาสกสรรเสริญพระพุทธเจ้าด้วยคาถา พระราชา ๕ พระองค์ทรงถวายผ้า ๕ ผืน อุบาสกน้อมถวายพระพุทธเจ้าต่อ

SN 3.13 โทณปากสูตร (ข้อ ๓๖๔–๓๖๗) — คาถากันบริโภคมาก

พระเจ้าปเสนทิโกศลเสวยข้าวสุกหนึ่งทะนาน อิ่มจนอึดอัด เสด็จมาเฝ้า ทรงทราบจึงตรัสคาถาว่า มนุษย์ผู้มีสติอยู่ทุกเมื่อ รู้จักประมาณในโภชนะ ย่อมมีเวทนาเบาบาง แก่ช้า อายุยืน

  • พระราชารับสั่งให้สุทัศนมาณพเรียนคาถานั้น แล้วให้กล่าวทุกครั้งที่ทรงเสวย โดยพระราชทานค่าอาหาร ๑๐๐ กหาปณะต่อวัน
  • ต่อมาพระเจ้าปเสนทิโกศลมีพระวรกายกระปรี้กระเปร่า ทรงเปล่งอุทานว่าพระพุทธเจ้าทรงอนุเคราะห์ด้วยประโยชน์ทั้งปัจจุบันและภายหน้า

SN 3.14 ปฐมสังคามวัตถุสูตร (ข้อ ๓๖๘–๓๗๑) — อชาตศัตรูชนะ ปเสนทิแพ้

พระเจ้าอชาตศัตรู เวเทหิบุตร แห่งมคธ ยกจตุรงคินีเสนาบุกทางแคว้นกาสี พระเจ้าปเสนทิโกศลยกทัพออกต้านแต่ ปราชัย ล่าทัพกลับสาวัตถี พวกภิกษุกลับจากบิณฑบาตกราบทูล

  • ทรงตรัสว่า: อชาตศัตรูมีมิตรเลวทราม ปเสนทิมีมิตรดีงาม แต่วันนี้ปเสนทิแพ้แล้ว จักบรรทมเป็นทุกข์ตลอดคืน
  • คาถา: ผู้ชนะย่อมก่อเวร ผู้แพ้ย่อมนอนเป็นทุกข์ บุคคลละชัยชนะและความแพ้เสียแล้ว จึงสงบระงับ นอนเป็นสุข

SN 3.15 ทุติยสังคามวัตถุสูตร (ข้อ ๓๗๒–๓๗๕) — ปเสนทิชนะจับอชาตศัตรูเป็นเชลย

ศึกครั้งที่สอง พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงชนะและจับอชาตศัตรูเป็นเชลยได้ แต่ทรงดำริว่าแม้จะประทุษร้ายเรา เธอก็ยังเป็นพระภาคิไนย จึงยึดพลทั้งหมดแล้วปล่อยไปทั้งยังมีพระชนม์

  • คาถา: บุรุษย่อมแย่งชิงได้ชั่วกาลที่มีโอกาส แต่เมื่อคนอื่นแย่งชิงกลับ ผู้แย่งชิงก็ถูกแย่งชิง / คนพาลสำคัญว่ายังเป็นฐานะตราบเท่าบาปยังไม่ให้ผล / ผู้ฆ่าย่อมได้รับการฆ่าตอบ ผู้ชนะย่อมได้รับการชนะตอบ เพราะความหมุนกลับแห่งกรรม

SN 3.16 ธีตุสูตร (ข้อ ๓๗๖–๓๗๗) — ว่าด้วยสตรีก็เป็นผู้ประเสริฐได้

ขณะพระเจ้าปเสนทิโกศลประทับอยู่เฝ้า ราชบุรุษเข้ามากราบทูลที่ใกล้พระกรรณว่า พระนางมัลลิกาเทวีประสูติพระธิดา พระราชาไม่ทรงเบิกบาน ทรงทราบแล้วตรัสพระคาถาว่า

  • แม้สตรีบางคนก็เป็นผู้ประเสริฐ สตรีผู้มีปัญญา มีศีล ปฏิบัติแม่ผัวพ่อผัวดั่งเทวดา จงรักสามี บุรุษที่เกิดจากสตรีเช่นนั้น ย่อมเป็นคนแกล้วกล้า เป็นเจ้าแห่งทิศ บุตรของภรรยาดีย่อมครองราชสมบัติได้

SN 3.17 ปฐมอัปปมาทสูตร (ข้อ ๓๗๘–๓๘๐) — ความไม่ประมาทยอดธรรม เหมือนรอยเท้าช้าง

พระเจ้าปเสนทิโกศลทูลถามว่ามีธรรมอย่างหนึ่งที่ยึดไว้ได้ซึ่งประโยชน์ทั้ง ๒ (ปัจจุบันและภายหน้า) หรือไม่

  • ทรงตอบ: ความไม่ประมาท (appamāda) — รอยเท้าสัตว์ทั้งหมดที่สัญจรบนแผ่นดินรวมลงในรอยเท้าช้าง ฉันใด ธรรมทั้งหลายก็รวมลงในความไม่ประมาท ฉันนั้น
  • คาถา: ผู้ปรารถนาอายุ ความไม่มีโรค วรรณะ สวรรค์ ความเกิดในตระกูลสูง พึงบำเพ็ญความไม่ประมาท บัณฑิตผู้ไม่ประมาทย่อมยึดประโยชน์ทั้ง ๒ ไว้ได้

SN 3.18 ทุติยอัปปมาทสูตร (ข้อ ๓๘๑–๓๘๕) — กัลยาณมิตรเป็นพรหมจรรย์ทั้งหมด + ความไม่ประมาท

พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงครุ่นคิดในห้องส่วนตัวว่า ธรรมที่พระพุทธเจ้าตรัสดีนั้นเป็นของผู้มีมิตรดี ไม่ใช่ผู้มีมิตรชั่ว ทรงมาทูลถาม ทรงรับรองแล้วตรัสเล่าเรื่องพระอานนท์ที่นครกะ ว่าพระอานนท์กราบทูลว่า “กัลยาณมิตรเป็นคุณกึ่งหนึ่งแห่งพรหมจรรย์”

  • ทรงแก้: กัลยาณมิตรเป็นพรหมจรรย์ทั้งหมดเลย เพราะผู้มีมิตรดีย่อมเจริญอริยมรรคมีองค์ ๘ ได้ สัตว์ที่อาศัยพระพุทธเจ้าเป็นมิตรดีย่อมหลุดพ้นจากชาติ ชรา พยาธิ มรณะ
  • ทรงสรุป: ให้พระราชาเป็นผู้มีมิตรดีแล้วอาศัยความไม่ประมาทในกุศลธรรม เมื่อพระราชาไม่ประมาท นางสนม กษัตริย์บริวาร กองทัพ ชาวนิคม-ชนบท จักพลอยไม่ประมาทตาม
  • คาถา: เช่นเดียวกับ SN 3.17 ว่าด้วยบัณฑิตผู้ไม่ประมาทยึดประโยชน์ทั้ง ๒ ได้

SN 3.19 ปฐมาปุตตกสูตร (ข้อ ๓๘๖–๓๘๙) — เศรษฐีไร้ทายาทตาย ทรัพย์ตกเป็นของหลวง

เวลาเที่ยงวัน พระราชาเสด็จมาเฝ้า ตรัสว่าเพิ่งให้ขนทรัพย์ของเศรษฐีไร้ทายาทที่ล้มตายมาเก็บในวัง มีเงินถึง ๘ ล้าน แต่เศรษฐีนั้นกินแต่ปลายข้าวกับน้ำส้มพะอูม นุ่งผ้าหยาบ ขี่รถเก่า

  • ทรงอธิบาย: อสัตบุรุษได้โภคะอันโอฬารแล้วไม่ทำตนและผู้อื่นให้ได้รับสุข ไม่ทำบุญ โภคะเหล่านั้นจึงหมดสิ้นเปล่าเหมือนสระในถิ่นอมนุษย์ที่ไม่มีใครดื่มใช้ / ส่วนสัตบุรุษใช้โภคะเลี้ยงตน ครอบครัว มิตร ทาส ทำทักษิณา โภคะนั้นไม่หมดเปล่า
  • คาถา: วิญญูชนผู้มีปัญญา ได้โภคะแล้วบริโภคและทำกิจ เลี้ยงดูหมู่ญาติ ไม่ถูกติเตียน ย่อมเข้าถึงแดนสวรรค์

SN 3.20 ทุติยาปุตตกสูตร (ข้อ ๓๙๐–๓๙๒) — ทรัพย์ตกเป็นของหลวงครั้งที่สอง + อดีตกรรม

เวลาเที่ยงวัน พระราชาเสด็จมาเฝ้าอีกครั้ง ตรัสเรื่องเดิม (เศรษฐีไร้ทายาทอีกราย มีเงิน ๑๐ ล้าน กินอยู่แบบเดิม) ทรงเล่าอดีตกรรมของเศรษฐีนั้น:

  • อดีตชาติเคยถวายบิณฑบาตแก่พระปัจเจกสัมพุทธนามว่า ตครสิขี แต่ภายหลังเสียดายว่าทาสกรรมกรพึงกินดีกว่า นอกจากนี้ยังฆ่าบุตรของพี่ชายเพราะเหตุทรัพย์
  • วิบากบวก: เพราะบุญถวายทาน เกิดสุคติ ๗ ครั้ง เป็นเศรษฐีในสาวัตถี ๗ ชาติ
  • วิบากลบ: เพราะเสียดายทาน จิตไม่น้อมไปบริโภคสิ่งโอฬาร เพราะฆ่าหลาน ถูกไฟเผาในนรกหลายแสนปี และวันนี้กำลังอยู่ในมหาโรรุวนรก
  • คาถา: ทรัพย์ที่หวงแหนพาไปไม่ได้ กรรมที่ทำด้วยกาย วาจา ใจนั่นแหละเป็นของเขา ติดตามเขาเหมือนเงาติดตามตน บุคคลควรทำกรรมดีสะสมไว้ บุญย่อมเป็นที่พึ่งในปรโลก

จบทุติยวรรค


ความสำคัญ / โยง

  • ทุติยวรรคขยายขอบเขตจากปฐมวรรค: มีเรื่องสงครามระหว่างปเสนทิอชาตศัตรู ซึ่งเป็นพยานทางประวัติศาสตร์ด้วย และมีเรื่องวิบากกรรมข้ามชาติ (SN 3.20)
  • ความไม่ประมาท ปรากฏถึง ๒ สูตรติดกัน (SN 3.17–3.18) แสดงว่าเป็นหัวข้อที่พระพุทธเจ้าทรงเน้นแก่ผู้ปกครอง — เชื่อมกับธรรมบท คาถาอัปปมาทวรรค
  • SN 3.11 สะท้อนว่าคุณธรรมต้องรู้ด้วยประสบการณ์ยาวนาน ไม่ใช่ดูแค่รูปลักษณ์
  • SN 3.13 เป็นกรณีเดียวในโกสลสังยุตที่พระพุทธเจ้าทรงจัดการปัญหาสุขภาพของคฤหัสถ์โดยตรงผ่านคาถา
  • SN 3.16 แสดงทัศนะที่ก้าวหน้าว่า สตรีที่มีคุณธรรมประเสริฐกว่าบุรุษบางคน — เชื่อมกับหน้าmallika (พระนางมัลลิกา)
  • เชื่อมโยง: แคว้นโกศล, แคว้นมคธ, savatthi (สาวัตถี), แคว้นกาสี, กัลยาณมิตตตา