อังคุตตรนิกาย — ทสกนิบาต ปัญจมปัณณาสก์ (วรรคที่ ๑๐)

ปัญจมปัณณาสก์ครอบข้อ ๑๘๙–๒๐๗ ซึ่งเป็นส่วนปิดท้ายของทสกนิบาต ลักษณะสำคัญคือสูตรสั้นๆ ที่ใช้ กุศลกรรมบถ ๑๐ / อกุศลกรรมบถ ๑๐ เป็นตัวแทนธรรม ๑๐ ประการ และจบด้วย ราคเปยยาล — แพทเทิร์นธรรม ๑๐ ชุดต่างๆ เพื่อละราคะ-โทสะ-โมหะและกิเลสทั้งปวง

วรรคชื่อข้อสาระเด่น
ปฐมวรรค๑๘๙–๒๐๓ยถาภตสูตร (ข้อ ๑๘๙) นรก-สวรรค์ตามกรรมบถ · มาตุคามสูตร · ธรรมปริยายสูตร (กรรมเป็นกำเนิด)
ราคเปยยาล๒๐๔–๒๐๗สัญญา ๑๐ ชุด ก · สัญญา ๑๐ ชุด ข · สัมมัตตะ ๑๐ — เพื่อรู้ยิ่ง/ละ/ดับ ราคะ โทสะ โมหะ และกิเลสทั้งมวล

เนื้อเด่น

กุศลกรรมบถ ๑๐ / อกุศลกรรมบถ ๑๐ — ยถาภตสูตร (ข้อ ๑๘๙)

สูตรเปิดปัณณาสก์นี้แสดงกรรมบถสมบูรณ์แบบที่สุดในทสกนิบาต บุคคลผู้ประกอบด้วยอกุศลกรรมบถ ๑๐ “เป็นผู้ถูกทอดทิ้งไว้ในนรก เหมือนสิ่งของที่เขานำมาทอดทิ้งไว้” ผู้ประกอบด้วยกุศลกรรมบถ ๑๐ “เป็นผู้ได้รับเชิญมาประดิษฐานไว้ในสวรรค์”:

อกุศลกรรมบถ ๑๐ (กายทุจริต ๓ + วจีทุจริต ๔ + มโนทุจริต ๓):

  • กาย: ปาณาติบาต (ฆ่าสัตว์ หยาบช้า มีมือชุ่มเลือด) · อทินนาทาน (ลักทรัพย์ที่เจ้าของไม่ให้ด้วยจิตเป็นขโมย) · กาเมสุมิจฉาจาร (ประพฤติผิดในกาม)
  • วาจา: มุสาวาท (กล่าวเท็จทั้งรู้) · ปิสุณาวาจา (ส่อเสียด ยุยงให้แตกกัน) · ผรุสวาจา (วาจาหยาบ เดือดร้อนผู้อื่น) · สัมผัปปลาป (เพ้อเจ้อ ไม่ถูกกาล ไม่อิงธรรม)
  • ใจ: อภิชฌา (อยากได้ของผู้อื่น) · พยาบาท (มีจิตคิดปองร้าย) · มิจฉาทิฏฐิ (เห็นผิด: ทานไม่มีผล โลกนี้-หน้าไม่มี ฯลฯ)

กุศลกรรมบถ ๑๐ — ตรงกันข้ามทุกข้อ: เว้นปาณาติบาต วางทัณฑะ วางศัสตรา มีเมตตา · เว้นอทินนาทาน · เว้นกาเมสุมิจฉาจาร · เว้นมุสา · เว้นปิสุณา · เว้นผรุสะ · เว้นสัมผัปปลาป · อนภิชฌา · อพยาบาท · สัมมาทิฏฐิ (ทานมีผล โลกนี้-หน้ามี มารดาบิดามี ฯลฯ)

สูตรถัดมาในวรรคนี้ใช้กรรมบถ ๑๐ กับบุคคลหลากกลุ่ม: มาตุคาม · อุบาสิกา · บุคคลในนรก-สวรรค์ · และธรรมปริยายกรรม (ข้อ ๑๙๓) อธิบายว่า “สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นกำเนิด มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย” — การอุบัติย่อมมีเพราะกรรม

ราคเปยยาล — แพทเทิร์นธรรม ๑๐ เพื่อละกิเลส (ข้อ ๒๐๔–๒๐๗)

“เปยยาล” (peyyāla) = สูตรซ้ำรูปแบบ ราคเปยยาลคือแพทเทิร์นที่ใช้ธรรม ๑๐ ชุดต่างๆ เพื่อวัตถุประสงค์เดียวกัน ได้แก่:

ข้อ ๒๐๔ — สัญญา ๑๐ ชุด ก เพื่อรู้ยิ่งราคะ: อสุภสัญญา · มรณสัญญา · อาหาเรปฏิกูลสัญญา · สัพพโลเกอนภิรตสัญญา · อนิจจสัญญา · อนิจเจทุกขสัญญา · ทุกเขอนัตตสัญญา · ปหานสัญญา · วิราคสัญญา (๙ ข้อ — ตัดนิโรธสัญญาออก เพิ่มสัญญาบางรายการ)

ข้อ ๒๐๕ — สัญญา ๑๐ ชุด ข เพื่อรู้ยิ่งราคะ: อนิจจสัญญา · อนัตตสัญญา · อาหาเรปฏิกูลสัญญา · สัพพโลเกอนภิรตสัญญา · อัฏฐิกสัญญา · ปุฬุวกสัญญา · วินีลกสัญญา · วิปุพพกสัญญา · วิจฉิททกสัญญา · อุทธุมาตกสัญญา

ข้อ ๒๐๖สัมมัตตะ ๑๐ เพื่อรู้ยิ่งราคะ: สัมมาทิฏฐิ · สัมมาสังกัปปะ · สัมมาวาจา · สัมมากัมมันตะ · สัมมาอาชีวะ · สัมมาวายามะ · สัมมาสติ · สัมมาสมาธิ · สัมมาญาณะ · สัมมาวิมุตติ

ข้อ ๒๐๗สัมมัตตะ ๑๐ เพื่อ รู้ยิ่ง / กำหนดรู้ / ความหมดสิ้น / ละ / ความสิ้น / ความเสื่อม / คลาย / ดับ / สงบระงับ / สละ / สลัดออกซึ่งราคะ

จากนั้นแพทเทิร์นเดียวกันซ้ำกับ โทสะ โมหะ โกธะ อุปนาหะ มักขะ ปลาสะ อิสสา มัจฉริยะ มายา สาเถยยะ ถัมภะ สารัมภะ มานะ อติมานะ มทะ ปมาทะ รวม ๑๗ กิเลสที่ควรละ — แต่ละกิเลสใช้สัมมัตตะ ๑๐ (= มรรค ๘ + ญาณ + วิมุตติ) เป็นเครื่องมือ

ความสำคัญ

  • ปัญจมปัณณาสก์ทำหน้าที่ สรุปและขยายผล ของทสกนิบาต — กรรมบถ ๑๐ ที่ปรากฏซ้ำในหลายสูตรเป็นเครื่องชี้วัดกรรมของบุคคลทุกประเภท (บุรุษ สตรี อุบาสิกา ฯลฯ)
  • ราคเปยยาลเป็นตัวอย่างของ “เปยยาลปาฬิ” คือการสรุปแพทเทิร์นซ้ำในพระไตรปิฎก — ธรรม ๑๐ หลายชุดมีผลเดียวกันคือ “ละราคะ” แสดงว่าเส้นทางสู่วิราคะมีได้หลายทาง
  • การปิดทสกนิบาตด้วยสัมมัตตะ ๑๐ (มรรคขยาย) เชื่อมโยงกับสังโยชน์ ๑๐ ที่ตรัสในต้นนิบาต — ครบวงจร: จากการละสังโยชน์ถึงการเจริญมรรค ๑๐ เพื่อดับกิเลสทั้งปวง
  • โยงกับ: กรรม · ศีล · มรรค ๘ · สังโยชน์ ๑๐ · อังคุตตรนิกาย · ตติย-จตุตถปัณณาสก์ · ปฐม-ทุติยปัณณาสก์