อังคุตตรนิกาย — สัตตกนิบาต วรรคที่ไม่สงเคราะห์เข้าในปัณณาสก์ (ข้อ ๕๑–๙๐)

ส่วนที่สองของสัตตกนิบาต (Sattakanipāta) แห่งอังคุตตรนิกาย ประกอบด้วยวรรคที่ไม่สงเคราะห์เข้าในปัณณาสก์ (ข้อ ๕๑–๙๐) แบ่งเป็น ๒ วรรค คือ อัพยากตวรรค และ มหาวรรค บวกกับ พระสูตรที่ไม่สงเคราะห์เข้าในวรรค มีเนื้อหาหลากหลายตั้งแต่ปุริสคติ ๗ ภริยา ๗ จำพวก เมตตา ไปจนถึงเปยยาลแบบโพชฌงค์ ๗ เพื่อละราคะ

วรรคชื่อข้อสาระเด่น
อัพยากตวรรค๕๑–๖๑อัพยากตสูตร · ปุริสคติ ๗ (ปุริสคติสูตร) · ติสสสูตร · สหสูตร · ปุญญวิปากสูตร (เมตตา ๗ ปี) · ภริยา ๗ ประเภท (ภริยาสูตร) · โกธนาสูตร
มหาวรรค๖๒–๗๑หิริสูตร (ลำดับอุปนิสัย) · ราคเปยยาล (ธรรม ๗ เพื่อละราคะ-โทสะ-โมหะ)
วินัยวรรค๗๒–๘๑วินัยธร ๗ คุณ (ผู้เป็นวินัยธร) · อธิกรณสมถะ ๗
พระสูตรนอกวรรค๘๒–๙๐นิยามภิกษุ-สมณะ-พราหมณ์ด้วยธรรม ๗ · ทักขิเณยยบุคคล ๗ · ราคเปยยาลต่อเนื่อง

เนื้อเด่น

  • อัพยากตสูตร (ข้อ ๕๑): ภิกษุทูลถามว่าเหตุใดความสงสัยในวัตถุที่ไม่พยากรณ์จึงไม่เกิดแก่อริยสาวก — ตรัสว่า “เพราะทิฏฐิดับ” อริยสาวกรู้ชัดทิฏฐิ เหตุเกิดทิฏฐิ ความดับทิฏฐิ และปฏิปทาถึงความดับ ทิฏฐิจึงดับ ย่อมพ้นจากชาติ ชรา มรณะ; อริยสาวก “ย่อมไม่พรั่น ไม่หวั่น ไม่ไหว ไม่ถึงความสะดุ้งในวัตถุที่ไม่พยากรณ์”

  • ปุริสคติ ๗ (purisagati — ทางดำเนินของบุรุษ, ข้อ ๕๒ ปุริสคติสูตร): บุรุษผู้เห็นโดยอุเบกขาว่ากรรมในอดีตไม่มีอัตตภาพปัจจุบันไม่พึงมี ละเบญจขันธ์ที่กำลังเป็น ไม่กำหนัดในอดีต-อนาคต แต่ยังมีความต่างในระดับความสิ้นอาสวะ รวม ๗ ระดับ ได้แก่ (๑) อันตราปรินิพพายี ปรินิพพานในระหว่าง (เปรียบสะเก็ดไฟดับในอากาศ) (๒) อันตราปรินิพพายี อีกนัย (๓) อัปเหนาส) อุปหัจจปรินิพพายี ปรินิพพานเมื่ออายุเลยกึ่ง (๔) อสังขารปรินิพพายี ปรินิพพานโดยไม่ต้องใช้ความเพียรนัก (๕) สสังขารปรินิพพายี ปรินิพพานโดยต้องใช้ความเพียร (๖) อุทธังโสโต-อกนิฏฐคามี มีกระแสในเบื้องบน ไปสู่อกนิฏฐภพ (๗) อนุปาทาปรินิพพาน — ทำให้แจ้งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ เพราะอาสวะสิ้นไปในปัจจุบัน; โยงกับพระอนาคามี และ พระอรหันต์

  • ปุญญวิปากสูตร (ข้อ ๕๙): พระพุทธเจ้าตรัสว่าทรงเจริญเมตตาจิตตลอด ๗ ปี ครั้นแล้วไม่กลับมายังโลกนี้ตลอด ๗ สังวัฏฏวิวัฏฏกัป เมื่อโลกพินาศก็เข้าถึงพรหมโลกชั้นอาภัสสระ เป็นท้าวมหาพรหม ๗ ครั้ง เป็นท้าวสักกะ ๓๖ ครั้ง เป็นพระเจ้าจักรพรรดิหลายครั้ง; “พวกเธออย่ากลัวต่อบุญเลย คำว่าบุญนี้เป็นชื่อของความสุข”; โยงกับเมตตา

  • ภริยา ๗ ประเภท (ข้อ ๖๐ ภริยาสูตร — บริบท: ตรัสแก่นางสุชาดา สะใภ้ในนิเวศน์ของอนาถบิณฑิกเศรษฐี ที่สาวัตถี เพราะนางประพฤติตนอหังการ ไม่ยำเกรงสามีและผู้ใหญ่): (๑) วธกาภริยา — มีจิตประทุษร้าย ยินดีในชายอื่น ดูหมิ่นสามี พยายามฆ่าสามี (๒) โจรภริยา — ยักยอกทรัพย์สามี (๓) อัยยาภริยา — เกียจคร้าน กินมาก ปากร้าย ข่มขี่สามี (เสมอด้วยนาย) (๔) มาตาภริยา — อนุเคราะห์สามีเสมอ รักษาทรัพย์ดี เสมอด้วยมารดา (๕) ภคินีภริยา — มีความเคารพสามี ละอายบาป เสมอด้วยพี่สาว (๖) สขีภริยา — เห็นสามีแล้วชื่นชมยินดีเหมือนเพื่อนกลับมา (๗) ทาสีภริยา — อดทน ไม่โกรธแม้สามีเฆี่ยนตี เสมอด้วยทาสี; ภริยา ๓ ประเภทแรก (วธกา-โจร-อัยยา) ตายไปเข้าถึงนรก ภริยา ๔ หลัง (มาตา-ภคินี-สขี-ทาสี) ตั้งอยู่ในศีล เมื่อตายเข้าถึงสุคติ; นางสุชาดากราบทูลขอเป็นทาสีภริยา

  • มหาวรรค — ลำดับอุปนิสัย (ข้อ ๖๒ หิริสูตร): “เมื่อไม่มีหิริและโอตตัปปะ อินทรีย์สังวรย่อมวิบัติ → เมื่อไม่มีอินทรีย์สังวร ศีลย่อมวิบัติ → เมื่อไม่มีศีล สัมมาสมาธิย่อมวิบัติ → เมื่อไม่มีสัมมาสมาธิ ยถาภูตญาณทัสสนะย่อมวิบัติ → เมื่อไม่มียถาภูตญาณทัสสนะ นิพพิทาและวิราคะย่อมวิบัติ → เมื่อไม่มีนิพพิทาวิราคะ วิมุตติย่อมวิบัติ” เปรียบเหมือนต้นไม้ไม่มีกิ่งใบ เปลือก กระพี้ แก่นย่อมไม่สมบูรณ์; ฝั่งบวกก็ตรงข้ามกัน

  • ราคเปยยาล (ข้อ ๘๗–๙๐ — พระสูตรนอกวรรค): แบบรูป “ธรรม ๗ ประการนี้อันภิกษุพึงเจริญเพื่อรู้ยิ่ง เพื่อกำหนดรู้ เพื่อความสิ้นไป เพื่อละคืน ซึ่งราคะ (โทสะ โมหะ)” โดยระบุโพชฌงค์ ๗ ได้แก่ สติสัมโพชฌงค์ ธรรมวิจยสัมโพชฌงค์ วิริยสัมโพชฌงค์ ปีติสัมโพชฌงค์ ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ สมาธิสัมโพชฌงค์ อุเบกขาสัมโพชฌงค์ — รวม ๔ สูตร (เพื่อรู้ยิ่งราคะ / โทสะ / โมหะ / และสูตรรวม)

  • ทักขิเณยยบุคคล ๗ (ข้อ ๘๕–๘๖ — พระสูตรนอกวรรค): บุคคล ๗ จำพวก “เป็นผู้ควรของคำนับ ควรของต้อนรับ ควรแก่ทักษิณา เป็นนาบุญของโลกไม่มียิ่งกว่า” ได้แก่ ผู้พิจารณาเห็นอนิจจะในอายตนะ (จักษุ ฯลฯ) อย่างสม่ำเสมอ แล้วบรรลุผลต่างกัน ๗ ระดับ คือ พระขีณาสพ (อาสวสิ้น-ชีวิตสิ้นพร้อมกัน, อาสวสิ้นก่อน) อันตราปรินิพพายี อุปหัจจปรินิพพายี อสังขารปรินิพพายี สสังขารปรินิพพายี อุทธังโสโตอกนิฏฐคามี (ข้อ ๘๖ ซ้ำแบบเดิมแต่ใช้ทุกขสัญญาแทนอนิจจสัญญา และเปยยาลผ่านอนัตตา-สิ้นไป-เสื่อมไป-คลายไป-ดับ-สละคืน)

  • นิยาม ๗ ของนักบวช (ข้อ ๘๒–๘๓): “ชื่อว่าเป็นภิกษุ เพราะทำลายธรรม ๗” — “เป็นสมณะ เพราะสงบธรรม ๗ — เป็นพราหมณ์ เพราะลอยธรรม ๗ — เป็นอรหันต์ เพราะเป็นผู้ไกลธรรม ๗” ธรรม ๗ นั้น คือ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส ราคะ โทสะ โมหะ มานะ; โยงกับสัตบุรุษ และ สัทธรรม

ความสำคัญ: อัพยากตวรรคเน้นธรรมที่เป็น “แบบคน” (puggaladhamma) — ทั้งวิถีพ้นวัฏฏะ ๗ ทาง ภริยาในสังคมคฤหัสถ์ และผลเมตตาภาวนา; มหาวรรคแสดงลำดับอุปนิสัยจากหิริ-โอตตัปปะไปถึงวิมุตติ ซึ่งเป็นพื้นฐานทางปฏิบัติ; ราคเปยยาลยืนยันว่าโพชฌงค์ ๗ เป็นเครื่องมือหลักเพื่อละกิเลส ๓ รากได้จริง

โยงกับ: โพชฌงค์ 7 · เมตตา · พระอนาคามี · พระอรหันต์ · สาวัตถี · อนาถบิณฑิกเศรษฐี · ปฐมปัณณาสก์ · อังคุตตรนิกาย