ภัททาลิสูตร (มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ สูตรที่ ๖๕ — ฉันหนเดียว + การยอมรับโทษ)
ที่เชตวัน สาวัตถี — พระพุทธเจ้าทรงสรรเสริญการฉันหนเดียว (มีอาพาธน้อย กายเบา มีกำลัง อยู่สำราญ) แต่พระภัททาลิปฏิเสธทำตามไม่ได้ แล้วหลบหน้าพระพุทธเจ้าตลอดไตรมาส
การยอมรับโทษ = ความเจริญในอริยวินัย
ภายหลังภัททาลิเข้าไปขอขมา ยอมรับว่า “เป็นคนพาล หลง ประกาศความไม่อุตสาหะตอนกำลังบัญญัติสิกขาบท” → พระพุทธเจ้าทรงรับโทษ ตรัสว่า “การที่เห็นโทษโดยความเป็นโทษ แล้วทำคืนตามธรรม สำรวมต่อไป — นี้คือความเจริญในวินัยของพระอริยะ”
ผู้ทำให้บริบูรณ์ในสิกขา vs ไม่บริบูรณ์
- ไม่บริบูรณ์: แม้ไปอยู่ป่าหลีกเร้น ก็ถูกติเตียน (จากพระศาสดา/เพื่อน/เทวดา/ตนเอง) ไม่บรรลุคุณวิเศษ
- บริบูรณ์: หลีกเร้นแล้วไม่มีใครติเตียนได้ → บรรลุฌาน 4 → วิชชา 3 → สิ้นอาสวะ
เหตุที่ภิกษุถูกข่มซ้ำ / ไม่ถูกข่ม
- ว่ายาก (ต้องอาบัติแล้วโกรธ กลบเกลื่อน ไม่ยอมรับ) → สงฆ์พิจารณาโทษให้ช้า (เพื่อให้สำนึก)
- ว่าง่าย (ยอมรับ ประพฤติถอนตน) → พิจารณาให้ระงับเร็ว
- ผู้มีศรัทธา-ความรักพอประมาณ → สงฆ์ไม่ข่มมาก เพราะกลัวศรัทธาน้อยที่มีจะเสื่อม (อุปมาถนอมตาข้างเดียวของคนตาเดียว)
ทำไมสิกขาบทมากขึ้น แต่อรหันต์น้อยลง
ทรงบัญญัติสิกขาบทต่อเมื่อ “อาสวัฏฐานิยธรรม” (เหตุให้เกิดอาสวะ) ปรากฏในสงฆ์ — ซึ่งเกิดเมื่อสงฆ์ใหญ่ขึ้น/มีลาภ-ยศ-พหูสูต-รัตตัญญู มากขึ้น (ยุคต้นสงฆ์เล็ก บริสุทธิ์ จึงสิกขาบทน้อยแต่บรรลุมาก)
อุปมาม้าอาชาไนย 10 องค์ → ภิกษุประกอบธรรม 10 (อเสขะ)
ม้าดีต้องฝึกทีละขั้นจนครบ 10 องค์จึงเป็นม้าทรงพระราชา ฉันใด ภิกษุประกอบ อเสขธรรม 10 (มรรค 8 + สัมมาญาณ + สัมมาวิมุตติ) ก็เป็นนาบุญของโลกที่ไม่มียิ่งกว่า
ความสำคัญ
- หลัก “ยอมรับผิด-ทำคืน = ความเจริญ” — วัฒนธรรมการขอขมาในสงฆ์
- อธิบายที่มาของการบัญญัติสิกขาบท (มีเหตุจึงบัญญัติ ไม่ได้ตั้งกฎลอยๆ)