อาทิตตวรรค (วรรคที่ 5 ของเทวตาสังยุต) ประกอบด้วย 10 สูตร ส่วนใหญ่เป็นเทวดาเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าพระวิหารเชตวัน สาวัตถี แล้วกล่าวหรือทูลถามเป็นคาถา ยกเว้นสูตรสุดท้าย (SN 1.50) ซึ่งเป็นฆฏิการพรหมมาสนทนาและ SN 1.48 ที่อนาถบิณฑิกเทวบุตรเข้าเฝ้า วรรคนี้มีธีมหลักคือทาน การให้ ผลกรรมตระหนี่ และการหลุดพ้น


10 สูตรในอาทิตตวรรค

SN 1.41 อาทิตตสูตร (ข้อ ๑๓๕–๑๓๖) — ว่าด้วยผลของการให้ทาน

  • เทวดากล่าวคาถาเปรียบ: เมื่อเรือนถูกไฟไหม้ เจ้าของรีบขนภาชนะออก สิ่งที่ขนออกได้ย่อมเป็นประโยชน์ สิ่งที่ไม่ขนก็ไหม้ฉันใด
  • โลกอันชราและมรณะเผาแล้ว ก็ฉันนั้น — ควรนำออกซึ่งโภคสมบัติด้วยการให้ทาน เพราะทานที่ให้แล้วชื่อว่านำออกดีแล้ว โจรปล้น พระราชาริบ ไฟไหม้ หรือสูญหายไม่ได้ — บุคคลผู้มีปัญญาพึงใช้สอยและให้ทาน

SN 1.42 กินททสูตร (ข้อ ๑๓๗–๑๓๘) — ว่าด้วยเทวตาปัญหา ๕ ข้อ

  • เทวดาทูลถาม: ให้สิ่งใดชื่อว่าให้กำลัง/วรรณะ/ความสุข/จักษุ และผู้ใดชื่อว่าให้ทุกสิ่ง
  • ทรงตรัสตอบ:
    • ให้อาหาร = ให้กำลัง | ให้ผ้า = ให้วรรณะ | ให้ยานพาหนะ = ให้ความสุข | ให้ประทีปโคมไฟ = ให้จักษุ
    • ให้ที่พักอาศัย = ให้ทุกสิ่งทุกอย่าง | ผู้พร่ำสอนธรรม ชื่อว่าให้อมฤตธรรม (ธรรมทานสูงสุด)

SN 1.43 อันนสูตร (ข้อ ๑๓๙–๑๔๐) — ว่าด้วยผลของการให้อาหาร

  • เทวดากล่าว: เทวดาและมนุษย์พอใจอาหาร ผู้ไม่พอใจอาหารชื่อว่ายักษ์
  • ทรงตรัส: ชนที่มีใจผ่องใสให้อาหารด้วยศรัทธา อาหารนั้นย่อมพะนอเขาทั้งในโลกนี้และโลกหน้า — พึงนำความตระหนี่ออก ข่มมลทินให้ทาน เพราะบุญเป็นที่พึ่งในโลกหน้า

SN 1.44 เอกมูลสูตร (ข้อ ๑๔๑) — ว่าด้วยปริศนาธรรม

  • เทวดากล่าวปริศนา: “บาดาลมีรากอันเดียว มีความวนสอง มีมลทินสาม มีเครื่องลาดห้า เป็นทะเล หมุนไปได้สิบสองด้าน ฤาษีข้ามพ้นแล้ว”
  • (อรรถกถาว่า: “บาดาล” หมายถึงตัณหา — รากเดียวคือตัณหา วนสองคือสัสสตทิฏฐิ/อุจเฉททิฏฐิ มลทินสามคือราคะ-โทสะ-โมหะ เครื่องลาดห้าคือกามคุณ 5 หมุนสิบสองด้านคืออายตนะ 12 — “ฤาษี” คือผู้ข้ามพ้นตัณหานั้น)

SN 1.45 อโนมิยสูตร (ข้อ ๑๔๒) — ว่าด้วยเทวดาสรรเสริญ

  • เทวดากล่าวสรรเสริญพระพุทธเจ้าในคาถาเดียว: ผู้มีพระนามไม่ทราม (anomanāma) ทรงเห็นประโยชน์อันละเอียด ให้ซึ่งปัญญา ไม่ทรงข้องในอาลัยคือกาม ตรัสรู้ธรรมทุกอย่าง มีพระปรีชาดี ทรงก้าวในทางอันประเสริฐ ผู้แสวงคุณอันใหญ่

SN 1.46 อัจฉราสูตร (ข้อ ๑๔๓–๑๔๔) — ว่าด้วยยานไปพระนิพพาน

  • เทวดาทูลถาม: ป่าชัฏชื่อโมหนะ อันหมู่นางอัปสรประโคม อันหมู่ปีศาจสิง ทำไฉนจึงหนีไปได้
  • ทรงตรัสอุปมารถธรรม: ทางตรง ทิศไม่มีภัย รถไม่มีเสียงดัง ล้อคือธรรม หิริเป็นฝา สติเป็นเกราะ สัมมาทิฏฐิเป็นสารถี — ยานนี้มีแก่ผู้ใด ไม่ว่าหญิงหรือชาย ย่อมไปสู่นิพพานได้

SN 1.47 วนโรปสูตร (ข้อ ๑๔๕–๑๔๖) — ว่าด้วยเจริญบุญได้ทุกเวลา

  • เทวดาทูลถาม: ชนพวกไหนมีบุญเจริญทุกเมื่อทั้งกลางวันกลางคืน ตั้งอยู่ในธรรม สมบูรณ์ด้วยศีล เป็นผู้ไปสวรรค์
  • ทรงตรัส: ชนเหล่าใดสร้างอาราม ปลูกหมู่ไม้ สร้างสะพาน ให้โรงน้ำ บ่อน้ำ บ้านที่พักอาศัย — ชนเหล่านั้นมีบุญเจริญทุกเมื่อ ตั้งอยู่ในธรรม สมบูรณ์ด้วยศีล เป็นผู้ไปสวรรค์

SN 1.48 เชตวนสูตร (ข้อ ๑๔๗) — ว่าด้วยสัตว์บริสุทธิ์ด้วยธรรม ๕

  • อนาถบิณฑิกเทวบุตร (อนาถบิณฑิกะที่เสียชีวิตแล้วเกิดเป็นเทพ) เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้ากล่าวสรรเสริญพระเชตวัน: “อันหมู่ท่านผู้แสวงคุณอยู่อาศัย อันพระธรรมราชาประทับ เป็นแหล่งที่เกิดปีติ”
  • กล่าวต่อ: สัตว์ทั้งหลายบริสุทธิ์ด้วยธรรม 5 คือ กรรม วิชชา ธรรม ศีล ชีวิตอันอุดม — หาบริสุทธิ์ด้วยโคตรหรือทรัพย์ไม่ เพราะเหตุนั้นบัณฑิตพึงเลือกเฟ้นธรรมโดยอุบายแยบคาย
  • ยังสรรเสริญพระสารีบุตร: “รูปเดียวเท่านั้นประเสริฐด้วยปัญญา ศีล ความสงบ — ภิกษุใดถึงฝั่ง ก็มีท่านเป็นเยี่ยม”

SN 1.49 มัจฉริสูตร (ข้อ ๑๔๘–๑๕๑) — ว่าด้วยวิบากของคนตระหนี่

  • เทวดาทูลถาม (2 รอบ): (1) คนตระหนี่ เหนียวแน่น กีดขวางคนอื่นผู้ให้อยู่ วิบากเป็นอย่างไร (2) คนไม่ตระหนี่ เลื่อมใสในพระรัตนตรัย มีความเคารพแรงกล้า วิบากเป็นอย่างไร
  • ทรงตรัสตอบ (2 รอบ):
    • คนตระหนี่: เข้าถึงนรก กำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน หรือยมโลก ถ้าเกิดเป็นมนุษย์ก็ยากจน ของที่ต้องการก็ไม่ได้ — ทุคติทั้งในชาตินี้และชาติหน้า
    • คนไม่ตระหนี่ศรัทธาในพระรัตนตรัย: ปรากฏในสวรรค์ ถ้าเกิดเป็นมนุษย์ก็ในสกุลมั่งคั่ง ได้ผ้าอาหารความร่าเริงโดยไม่ยาก — สุคติทั้งในชาตินี้และชาติหน้า

SN 1.50 ฆฏิกรสูตร (ข้อ ๑๕๒–๑๕๗) — ว่าด้วยภิกษุ ๗ รูปตัดเครื่องผูก

  • ฆฏิการพรหม (อดีตช่างหม้อสมัยพระกัสสปพุทธเจ้า บัดนี้เป็นพรหม) กราบทูลว่าภิกษุ 7 รูปในอวิหาพรหมโลกหลุดพ้นแล้ว ราคะโทสะสิ้นแล้ว ข้ามเครื่องเกาะเกี่ยวในโลกแล้ว
  • พระพุทธเจ้าตรัสถาม: ภิกษุเหล่านั้นคือใคร
  • ฆฏิการพรหมทูลตอบ: ท่านอุปกะ ท่านผลคัณฑะ ท่านปุกกุสาติ ท่านภัททิยะ ท่านขัณฑเทวะ ท่านพหุทันตี ท่านสิงคิยะ — ทั้ง 7 รูปละกายมนุษย์ก้าวล่วงทิพยโยคะแล้ว
  • พระพุทธเจ้าตรัสถามต่อ: ภิกษุเหล่านั้นตรัสรู้ธรรมของใคร ฆฏิการพรหมทูลว่า: ตรัสรู้ธรรมของพระผู้มีพระภาคเจ้า นามรูปดับไม่เหลือในธรรมใด ท่านเหล่านั้นรู้ธรรมนั้นจึงตัดเครื่องผูกคือภพได้
  • พระพุทธเจ้าตรัสถามถึงที่มาของฆฏิการพรหม ฆฏิการพรหมทูลว่าเมื่อก่อนเป็นช่างหม้อในเวภฬิงคชนบท เลี้ยงมารดาบิดา เป็นอุบาสกของพระกัสสปพุทธเจ้า ถือพรหมจรรย์ เป็นอนาคามี ได้เคยเป็นคนร่วมบ้านและสหายของพระพุทธเจ้าในอดีตชาติ
  • ทรงยืนยัน: เรื่องนั้นเป็นจริง — พระสังคีติกาจารย์ปิดท้ายว่า “สหายเก่าทั้งสอง ผู้มีตนอบรมแล้ว ทรงไว้ซึ่งสรีระมีในที่สุด ได้มาพบกันด้วยอาการอย่างนี้”

ความสำคัญ / โยง

  • อาทิตตวรรคเน้นธีมทานและผลของทาน (SN 1.41–1.43, 1.47, 1.49) รวมถึงปริศนาธรรม ยานพาหนะสู่นิพพาน และการหลุดพ้น
  • SN 1.46 อัจฉราสูตรโดดเด่นด้วยอุปมารถธรรม — สัมมาทิฏฐิเป็นสารถี หิริเป็นฝา สติเป็นเกราะ เป็นภาพเปรียบที่งดงาม โยงกับอริยมรรค
  • SN 1.48 เชตวนสูตรสำคัญ: แสดงว่าความบริสุทธิ์ขึ้นกับธรรม ไม่ใช่ชาติตระกูลหรือทรัพย์ และผู้กล่าว (อนาถบิณฑิกเทวบุตร) เป็นอุบาสกตัวอย่างของการได้สวรรค์จากทานและศรัทธา
  • SN 1.50 ฆฏิกรสูตรยาวและลึก: แสดงภิกษุ 7 รูปที่บรรลุอนาคามีแล้วเกิดในอวิหาพรหมโลกจนบรรลุพระอรหัต และเปิดเผยว่าฆฏิการะเป็นสหายเก่าของพระพุทธเจ้าในสมัยพระกัสสป
  • โยงกับ สตุลลปกายิกวรรค (วรรคก่อนหน้า) และ ฆฏิการสูตร ในมัชฌิมนิกาย (เรื่องฆฏิการะเดียวกัน)