อรหันตวรรคที่ 1 ของพราหมณสังยุต ประกอบด้วย 10 สูตร ส่วนใหญ่เป็นพราหมณ์ตระกูลภารทวาชะมาโต้แย้ง ด่า หรือตั้งคำถามกับพระพุทธเจ้า แล้วเลื่อมใสและออกบวช จนสำเร็จเป็นพระอรหันต์ทุกรูป สถานที่หลักคือพระวิหารเวฬุวันราชคฤห์ (SN 7.1–7.4, 7.8) และสาวัตถี (SN 7.5–7.7) สองสูตรสุดท้าย (SN 7.9–7.10) เกิดที่ฝั่งแม่น้ำสุนทริกาและในชัฏป่าแห่งโกศลชนบท ธีมหลักคือ ความโกรธ การด่า และความบริสุทธิ์ที่ไม่ขึ้นกับชาติหรือพิธีกรรม


10 สูตรในอรหันตวรรค

SN 7.1 ธนัญชานีสูตร (ข้อ ๖๒๖–๖๓๐) — ว่าด้วยผลของการฆ่าความโกรธ

  • นิทาน: เวฬุวัน ราชคฤห์
  • นางธนัญชานีพราหมณี ภรรยาของพราหมณ์ภารทวาชโคตร เป็นผู้เลื่อมใสในพระรัตนตรัย วันหนึ่งสะดุดเท้าเปล่งพุทธคุณ 3 ครั้ง สามีโกรธ อ้างว่าจะไปยกวาทะกับพระพุทธเจ้า
  • พราหมณ์ถามด้วยคาถาว่า “ฆ่าอะไรได้จึงนอนเป็นสุข” — ทรงตรัสตอบ: ฆ่าความโกรธได้ย่อมนอนเป็นสุข เพราะความโกรธมีรากเป็นพิษ ยอดหวาน พระอริยะสรรเสริญการฆ่ามัน
  • พราหมณ์เลื่อมใส ขอบวช — บรรลุพระอรหัตไม่นาน

SN 7.2 อักโกสกสูตร (ข้อ ๖๓๑–๖๓๔) — ว่าด้วยของกำนัลที่ผู้รับไม่รับ

  • นิทาน: เวฬุวัน ราชคฤห์
  • อักโกสกภารทวาชะ (น้องชาย) โกรธที่พี่ชายออกบวช มาด่าพระพุทธเจ้าด้วยวาจาหยาบคาย
  • ทรงถามว่า “ถ้าแขกไม่รับของกำนัล ของนั้นเป็นของใคร?” — ทรงเปรียบการด่าที่ไม่รับก็กลับสนองผู้ด่า แล้วตรัสคาถา: ผู้ไม่โกรธตอบคนโกรธ ชื่อว่าชนะสงครามที่ชนะได้ยาก ผู้รู้ว่าผู้อื่นโกรธแล้วมีสติสงบย่อมประพฤติประโยชน์ทั้งสองฝ่าย
  • อักโกสกภารทวาชะเลื่อมใส ขอบวช — บรรลุพระอรหัตไม่นาน

SN 7.3 อสุรินทกสูตร (ข้อ ๖๓๕–๖๓๗) — ว่าด้วยการชนะสงครามที่ชนะได้ยาก

  • นิทาน: เวฬุวัน ราชคฤห์
  • อสุรินทกภารทวาชะ (น้องชายอีกคน) มาด่า ทรงนิ่งเสีย — อสุรินทกะอวดว่าชนะ
  • ทรงตรัสคาถาเดียวกับ SN 7.2: ความอดกลั้นเป็นชัยชนะของบัณฑิต ชนพาลสำคัญว่าตนชนะ แต่บัณฑิตผู้รู้ย่อมชนะด้วยความอดทน
  • อสุรินทกภารทวาชะเลื่อมใส ขอบวช — บรรลุพระอรหัตไม่นาน

SN 7.4 พิลังคิกสูตร (ข้อ ๖๓๘–๖๔๐) — ว่าด้วยบาปกลับสนองผู้ประทุษร้าย

  • นิทาน: เวฬุวัน ราชคฤห์
  • พิลังคิกภารทวาชะ (อีกน้องชาย) มาด้วยความโกรธแต่ยืนนิ่งอยู่ ไม่พูด
  • ทรงทราบด้วยพระหฤทัย ตรัสคาถา: ผู้ประทุษร้ายต่อบุรุษผู้บริสุทธิ์ บาปย่อมกลับสนองผู้นั้น เหมือนธุลีที่ซัดไปทวนลม
  • พิลังคิกภารทวาชะเลื่อมใส ขอบวช — บรรลุพระอรหัตไม่นาน

SN 7.5 อหิงสกสูตร (ข้อ ๖๔๑–๖๔๓) — ว่าด้วยผู้ควรชื่ออหิงสกะโดยแท้

  • นิทาน: สาวัตถีนิทาน
  • อหิงสกภารทวาชะเข้าเฝ้าแจ้งว่าตนชื่ออหิงสกะ (ผู้ไม่เบียดเบียน)
  • ทรงตรัสคาถา: ถ้าชื่ออหิงสกะจริง ต้องไม่เบียดเบียนด้วยกาย วาจา ใจ — ผู้ไม่เบียดเบียนผู้อื่น จึงชื่อว่าอหิงสกะโดยแท้
  • บรรลุพระอรหัตไม่นาน

SN 7.6 ชฏาสูตร (ข้อ ๖๔๔–๖๔๗) — ว่าด้วยใครสางชัฏตัณหาได้

  • นิทาน: สาวัตถีนิทาน
  • ชฏาภารทวาชะถามด้วยคาถาว่า “ตัณหาพายุ่งภายในภายนอก หมู่สัตว์ถูกตัณหาพายุ่งไขว่ ใครพึงสางได้?”
  • ทรงตรัสตอบ: ภิกษุผู้มีปัญญา ตั้งมั่นในศีล อบรมจิตและปัญญา มีความเพียร พึงสางตัณหาพายุ่งได้ — ผู้สำรอกราคะโทสะอวิชชาแล้วเป็นพระอรหันต์ นามรูปดับไม่เหลือในที่ใด ตัณหาพายุ่งย่อมขาดในที่นั้น
  • ชฏาภารทวาชะเลื่อมใส บวช — บรรลุพระอรหัตไม่นาน

SN 7.7 สุทธิกสูตร (ข้อ ๖๔๘–๖๕๑) — ว่าด้วยความหมดจดไม่ได้ด้วยชาติ

  • นิทาน: สาวัตถีนิทาน
  • สุทธิกภารทวาชะกล่าวคาถาว่า “พราหมณ์ที่ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ (ตามความเชื่อพราหมณ์) ย่อมหมดจด ชนอื่นหมดจดไม่ได้”
  • ทรงตรัสโต้: พราหมณ์ผู้กล่าวถ้อยคำมาก เน่าเศร้าหมองในภายใน อาศัยการโกหก ไม่ชื่อว่าพราหมณ์เพราะชาติ — กษัตริย์ พราหมณ์ แพทย์ ศูทร จัณฑาล หากมีความเพียร จิตมั่นคง ย่อมถึงความหมดจดอย่างยิ่ง
  • สุทธิกภารทวาชะเลื่อมใส บวช — บรรลุพระอรหัตไม่นาน

SN 7.8 อัคคิกสูตร (ข้อ ๖๕๒–๖๕๗) — ว่าด้วยผู้ถึงพร้อมด้วยไตรวิชชาที่แท้จริง

  • นิทาน: เวฬุวัน ราชคฤห์
  • อัคคิกภารทวาชะปรุงข้าวปายาสด้วยเนยใสเพื่อบูชาไฟ เห็นพระพุทธเจ้าเสด็จบิณฑบาตมาหยุดยืน กล่าวว่า “พราหมณ์ผู้ถึงพร้อมด้วยไตรวิชชา (เวท 3) มีชาติ จึงควรบริโภคปายาสนี้”
  • ทรงตรัสว่าไตรวิชชาที่แท้คือ: บุพเพนิวาสานุสสติญาณ (รู้ชาติก่อน) ทิพยจักษุ (เห็นสวรรค์-อบาย) และอาสวักขยญาณ (ความสิ้นชาติ) — ผู้มีไตรวิชชาเช่นนี้จึงเป็นพราหมณ์แท้
  • ทรงปฏิเสธรับปายาส เพราะ “โภชนะที่ได้เพราะการขับกล่อมพระพุทธเจ้าไม่พึงบริโภค” — สอนให้บำรุงพระขีณาสพด้วยปัจจัยอื่น
  • อัคคิกภารทวาชะเลื่อมใส บวช — บรรลุพระอรหัตไม่นาน

SN 7.9 สุนทริกสูตร (ข้อ ๖๕๘–๖๖๖) — ว่าด้วยการบูชาไฟและผู้ควรรับของบูชา

  • นิทาน: ฝั่งแม่น้ำสุนทริกา โกศลชนบท
  • สุนทริกภารทวาชะบูชาไฟ แล้วเหลียวหาผู้ควรรับของบูชา เห็นพระพุทธเจ้าคลุมพระเศียรนั่งอยู่ที่โคนต้นไม้ เข้าไปถามชาติ
  • ทรงตรัส: อย่าถามชาติ จงถามความประพฤติ ไฟเกิดจากไม้ บุคคลต่ำชาติที่เป็นมุนีมีหิริ มีความเพียร ถึงที่สุดแห่งเวท ควรรับของบูชา
  • สุนทริกะน้อมปายาสถวาย ทรงปฏิเสธอีก (เหตุผลเดียวกับ SN 7.8) — สอนให้ทิ้งปายาสในน้ำที่ไม่มีตัวสัตว์
  • ทรงตรัสคาถายาวสอนว่า: การเผาไม้ภายนอกไม่ใช่ความบริสุทธิ์ ทรงยังไฟคือญาณภายใน มานะคือหาบ ความโกรธคือควัน มุสาวาทคือเถ้า ผู้ถึงเวทแท้อาบห้วงน้ำคือธรรม มีท่าคือศีลไม่ขุ่นมัว
  • บวช — บรรลุพระอรหัตไม่นาน (สูตรนี้ต่างจาก SN 7.9 ที่ปรากฏใน MN 17 ซึ่งเป็นการสนทนาต่างบริบท — หน้านี้อ้างอิงเฉพาะ SN)

SN 7.10 พหุธิติสูตร (ข้อ ๖๖๗–๖๗๐) — ว่าด้วยความสุขของผู้ไม่มีกังวล

  • นิทาน: ชัฏป่า โกศลชนบท
  • พราหมณ์ภารทวาชโคตรคนหนึ่ง (ไม่ระบุชื่อตน — พหุธิติ แปลว่า “มีธิดามาก”) โคงาน 14 ตัวหาย เที่ยวหา พบพระพุทธเจ้านั่งสมาธิในป่า กล่าวคาถาว่า “พระสมณะนี้ไม่มีโค ไม่มีไร่งา ไม่มีฉาง ไม่มีภรรยา ไม่มีหนี้ — จึงเป็นผู้มีความสุข”
  • ทรงตรัสตอบคาถาตรงๆ รับทุกข้อ: ของเราไม่มีเลย เพราะเหตุนั้นเราจึงเป็นผู้มีความสุข — แสดงว่าการไม่มีทรัพย์สินและภาระเป็นความสุขของสมณะ
  • พราหมณ์เลื่อมใส ขอบวช — บรรลุพระอรหัตไม่นาน

ความสำคัญ / โยง

  • วรรคนี้โดดเด่นด้วยรูปแบบซ้ำ: พราหมณ์ตระกูลภารทวาชะมาโต้หรือทดสอบ ทรงตอบด้วยคาถา พราหมณ์เลื่อมใส บวช บรรลุอรหัต — ทุกสูตรจบแบบเดียวกัน เป็นการแสดงพลังธรรมที่ฝ่าวงล้อมทิฏฐิพราหมณ์
  • SN 7.2–7.3 ใช้คาถาเดียวกันเรื่องไม่โกรธตอบ — เชื่อมกับอหิงสาและขันติ
  • SN 7.6 (ชฏาสูตร) เนื้อหาเหมือนสูตรในเทวตาสังยุต (อรรถกถาระบุ)
  • SN 7.7–7.8 ทรงสอนว่าความบริสุทธิ์ไม่ได้จากชาติ วรรณะ หรือพิธีกรรม — โยงกับวรรณะและคำจำกัดความพราหมณ์แบบพุทธ
  • SN 7.8–7.9 มีไตรวิชชาแบบพุทธ (บุพเพนิวาส-ทิพยจักษุ-อาสวักขยญาณ) เทียบกับไตรวิชชาแบบพราหมณ์ (เวท 3)
  • สุนทริกภารทวาชะ มีหน้าอยู่แล้ว (จาก MN 7 วัตถูปมสูตร, มมร ล.17) — SN 7.9 เป็นเรื่องเดียวกันต่างฉบับ บริบทต่างกัน (ที่ตั้งต่างกัน)
  • โยงกับ วรรคนี้ และ เทวตาสังยุต (ต้นสังยุตตนิกายสคาถวรรค)