ทุติยวรรค เป็นวรรคที่ 2 ของสักกสังยุต (Sakkasaṃyutta) ในสคาถวรรค สังยุตตนิกาย ประกอบด้วย 10 สูตร ธีมหลักแบ่งเป็นสองกลุ่ม: (1) สูตร SN 11.11–11.14 ว่าด้วย คุณธรรมที่ทำให้ท้าวสักกะได้เป็นจอมเทพ ได้แก่vattapada-7 (วัตรบท 7)และศรัทธาในพระธรรมวินัย; (2) สูตร SN 11.15–11.20 เป็นบทสนทนาระหว่างท้าวสักกะกับพระพุทธเจ้า สรุปคุณค่าของพระอริยสงฆ์ ภูมิสถานน่ารื่นรมย์ที่แท้ และการนมัสการพระรัตนตรัย ส่วนใหญ่ทรงตรัสเล่าแก่ภิกษุ ณ เชตวัน สาวัตถี
SN 11.11 ปฐมเทวสูตร (ข้อ ๙๐๕–๙๐๗) — วัตรบท ๗ เหตุให้ได้เป็นท้าวสักกะ
- พระผู้มีพระภาคทรงเล่าแก่ภิกษุว่า ท้าวสักกะเมื่อครั้งยังเป็นมนุษย์ได้สมาทานวัตรบท ๗ บริบูรณ์ จึงได้ถึงความเป็นจอมเทพ
- วัตรบท ๗ ได้แก่: (1) เลี้ยงมารดาบิดาตลอดชีวิต (2) อ่อนน้อมต่อผู้ใหญ่ในตระกูล (3) พูดวาจาอ่อนหวาน (4) ไม่พูดส่อเสียด (5) มีใจปราศจากความตระหนี่ ยินดีในทาน (6) พูดคำสัตย์ (7) ไม่โกรธ และหากความโกรธเกิดขึ้นให้กำจัดเสียโดยฉับพลัน
- ปิดด้วยพระคาถาว่าเทวดาชั้นดาวดึงส์กล่าวนรชนผู้มีคุณธรรมเหล่านี้ว่าเป็น “สัปบุรุษ”
SN 11.12 ทุติยเทวสูตร (ข้อ ๙๐๘–๙๑๑) — ชื่อของท้าวสักกะตามวัตรที่บำเพ็ญ
- พระผู้มีพระภาคทรงอธิบายที่มาของพระนามทั้ง 7 ของท้าวสักกะ: ท้าวมฆวา (เมื่อเป็นมนุษย์ชื่อมฆะ), ท้าวปุรินททะ (ให้ทานมาก่อน), ท้าวสักกะ (ให้ทานโดยเคารพ), ท้าววาสวะ (ให้ที่พักอาศัย), ท้าวสหัสนัยน์ (คิดเนื้อความได้พันอย่างในครู่เดียว), ท้าวสุชัมบดี (มีนางสุชาอสุรกัญญาเป็นปชาบดี), เทวานมินทะ (อิสราธิบดีแห่งดาวดึงส์)
- จากนั้นทรงย้ำวัตรบท ๗ เดิมและปิดด้วยพระคาถาเหมือนสูตรแรก
SN 11.13 ตติยเทวสูตร (ข้อ ๙๑๒–๙๑๕) — เจ้ามหาลีลิจฉวีถามเรื่องท้าวสักกะ
สถานที่: กูฏาคารศาลา ป่ามหาวัน เวสาลี
- เจ้ามหาลีลิจฉวีเข้าเฝ้า ทูลถามว่าพระผู้มีพระภาคทรงเคยเห็นท้าวสักกะหรือ เพราะท้าวสักกะยากที่ใครๆ จะเห็น
- พระผู้มีพระภาคตรัสว่าทรงรู้จักท้าวสักกะ รู้ธรรมที่ทำให้เป็นท้าวสักกะ และรู้ว่าเพราะสมาทานธรรมนั้นจึงได้ถึงความเป็นท้าวสักกะ
- ทรงแสดงพระนาม ๗ และวัตรบท ๗ อีกครั้ง ปิดด้วยพระคาถาเดิม (สูตรนี้ต่างจากสองสูตรก่อนตรงที่ผู้ฟังคือเจ้ามหาลี ไม่ใช่ภิกษุ และสถานที่คือเวสาลี)
SN 11.14 ทฬิททสูตร (ข้อ ๙๑๖–๙๑๙) — คนเข็ญใจมีศรัทธาตายแล้วรุ่งเรืองกว่าเทวดาอื่น
- พระผู้มีพระภาคทรงเล่าว่ามีชายคนหนึ่งในราชคฤห์เป็นคนขัดสน กำพร้า ยากไร้ แต่ยึดมั่น ศรัทธา ศีล สุตะ จาคะ ปัญญา ในธรรมวินัยที่ตถาคตประกาศแล้ว
- เมื่อตายไปอุบัติยังสุคติโลกสวรรค์ ถึงความเป็นสหายของเทวดาชั้นดาวดึงส์ รุ่งเรืองล่วงเทวดาเหล่าอื่นด้วยรัศมีและยศ — เทวดาอื่นแปลกใจ ตำหนิ
- ท้าวสักกะห้ามและอธิบายเหตุ แล้วตรัสคาถาสรุปว่า “บุคคลใดมีศรัทธาตั้งมั่นในพระตถาคต มีศีลงาม มีความเลื่อมใสในพระสงฆ์และมีความเห็นตรง — บัณฑิตเรียกว่าคนไม่ขัดสน ชีวิตไม่เปล่าประโยชน์”
SN 11.15 รามเณยยกสูตร (ข้อ ๙๒๐–๙๒๑) — ที่ใดมีพระอรหันต์ที่นั้นน่ารื่นรมย์
- ท้าวสักกะเสด็จเข้าเฝ้าทูลถามว่า “สถานที่เช่นไรเป็นภูมิสถานน่ารื่นรมย์”
- พระผู้มีพระภาคตรัสตอบด้วยพระคาถาว่า อาราม ป่า สระโบกขรณีที่สร้างอย่างดีทั้งหมด ไม่ถึงเสี้ยวที่ 16 แห่งภูมิสถานอันน่ารื่นรมย์ของมนุษย์ — ที่ใดมีพระอรหันต์อยู่ ไม่ว่าบ้านหรือป่า ที่ลุ่มหรือที่ดอน ที่นั้นเป็นภูมิสถานอันน่ารื่นรมย์
SN 11.16 ยชมานสูตร (ข้อ ๙๒๒–๙๒๔) — บูชายัญในสงฆ์มีผลมากที่สุด
สถานที่: ภูเขาคิชฌกูฏ ราชคฤห์
- ท้าวสักกะทูลถามด้วยคาถาว่า “เมื่อมนุษย์บูชาอยู่ ทานที่ให้ในที่ไหนมีผลมาก”
- พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ผู้ปฏิบัติ ๔ จำพวก และผู้ตั้งอยู่ในผล ๔ จำพวก — นั่นคือพระสงฆ์ ผู้ซื่อตรง ประกอบด้วยปัญญาและศีล — ทานที่ให้ในสงฆ์มีผลมาก
SN 11.17 วันทนสูตร (ข้อ ๙๒๕–๙๒๗) — ท้าวสักกะและท้าวสหัมบดีพรหมกล่าวสรรเสริญ
- พระผู้มีพระภาคทรงหลีกเร้นพักกลางวัน ท้าวสักกะและท้าวสหัมบดีพรหมเสด็จมา ยืนพิงบานประตูอยู่องค์ละบาน
- ท้าวสักกะกล่าวคาถาสรรเสริญพระผู้มีพระภาคว่า “ทรงชนะสงครามแล้ว ทรงปลงภาระลงแล้ว ไม่มีหนี้ จิตหลุดพ้นดีแล้วเหมือนพระจันทร์วันเพ็ญ”
- ท้าวสหัมบดีพรหมค้านว่าไม่ควรกราบทูลอย่างนั้น ควรเชิญให้ทรงแสดงธรรมด้วย: “จักมีผู้รู้ทั่วถึงพระธรรมเป็นแน่”
SN 11.18 ปฐมสักกนมัสสนสูตร (ข้อ ๙๒๘–๙๓๒) — ท้าวสักกะนมัสการผู้มีศีล
สถานที่: สาวัตถีนิทาน
- พระผู้มีพระภาคทรงเล่าว่า ท้าวสักกะสั่งมาตลีสังคาหกเทพบุตรจัดรถม้าอาชาไนยเทียมม้าพันตัว ขณะเสด็จลงจากเวชยันตปราสาท ทรงประนมอัญชลีนมัสการทิศเป็นอันมาก
- มาตลีทูลถามว่านมัสการใคร — ท้าวสักกะตอบว่า นมัสการภิกษุผู้บวชโดยชอบ มีพรหมจรรย์เป็นเบื้องหน้า และคฤหัสถ์ผู้ทำบุญ มีศีล เลี้ยงดูภรรยาโดยชอบธรรม
- มาตลีอนุโมทนาและขอนมัสการบุคคลเหล่านั้นด้วย ท้าวสักกะทรงนมัสการทิศแล้วเสด็จขึ้นรถ
SN 11.19 ทุติยสักกนมัสสนสูตร (ข้อ ๙๓๓–๙๓๗) — ท้าวสักกะนมัสการพระพุทธเจ้าและพระอรหันต์
สถานที่: สาวัตถีนิทาน
- เนื้อเรื่องเปิดเหมือน SN 11.18 แต่ท้าวสักกะขณะลงจากเวชยันตปราสาท ทรงประนมอัญชลีนมัสการพระผู้มีพระภาคโดยตรง
- มาตลีถาม ท้าวสักกะตอบว่า: นมัสการ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าในโลกพร้อมทั้งเทวโลก ผู้มีพระนามไม่ทราม, นมัสการพระอรหันต์ขีณาสพผู้สำรอกราคะโทสะอวิชชา และพระเสขะผู้ไม่ประมาทยังศึกษาอยู่
- มาตลีอนุโมทนา ท้าวสักกะนมัสการแล้วเสด็จขึ้นรถ
SN 11.20 ตติยสักกนมัสสนสูตร (ข้อ ๙๓๘–๙๔๒) — ท้าวสักกะนมัสการภิกษุสงฆ์ผู้ไม่มีเรือน
สถานที่: สาวัตถีนิทาน
- เปิดเหมือนสองสูตรก่อน แต่ท้าวสักกะทรงประนมอัญชลีน้อมนมัสการพระภิกษุสงฆ์
- มาตลีตำหนิว่านรชนที่นอนทับกายเน่า จมอยู่ด้วยความหิวกระหาย ทำไมท้าวสักกะจึงโปรดปราน
- ท้าวสักกะตรัสตอบว่า นมัสการเพราะ: ท่านเหล่านั้น ไม่มีความห่วงใยในบ้านที่ออกมาแล้ว, ไม่สะสม, มีวัตรงาม แสวงหาอาหารจากผู้อื่น, กล่าวคำสุภาษิต, นิ่งประพฤติสม่ำเสมอ, ไม่โกรธแม้ในท่ามกลางผู้โกรธ, ไม่ถือมั่นแม้ในท่ามกลางผู้ถือมั่น
- มาตลีอนุโมทนา ท้าวสักกะนมัสการแล้วเสด็จขึ้นรถ — จบวรรคที่ ๒
ความสำคัญ / โยง
- สูตร SN 11.11–11.13 ย้ำวัตรบท ๗ 3 ครั้งในต่างบริบท (ภิกษุ, ภิกษุ, เจ้ามหาลี) ธีมเรื่องมฆมาณพอดีตชาติของท้าวสักกะ — ดูเพิ่มที่magha-manava (มฆมาณพ)
- SN 11.14 ชี้ว่าฐานะทางโลกไม่ตัดสินการเกิดดีในสวรรค์ — ศรัทธา ศีล สุตะ จาคะ ปัญญาในธรรมวินัยตถาคตสำคัญกว่า
- SN 11.15 กำหนดนิยาม “ภูมิสถานน่ารื่นรมย์” ที่แท้ว่าคือที่ที่มีพระอรหันต์ — เป็นการเทียบโลกิยสุขกับโลกุตตระ
- SN 11.16 ตอบคำถามเรื่องผลของทาน — สงฆ์เป็นเนื้อนาบุญสูงสุด โยงdakkhina-vibhanga (ทักขิณาวิภังค์)
- SN 11.17–11.20 เป็นชุดสูตรท้าวสักกะนมัสการพระรัตนตรัยและสงฆ์ผู้ประพฤติพรหมจรรย์ มีบทบาทของมาตลีสังคาหกเทพบุตรเป็นผู้ถามซ้ำในสามสูตร
- โยง: sakka (ท้าวสักกะ), vattapada-7 (วัตรบท 7), tavatimsa (ดาวดึงส์), arahant (พระอรหันต์), sangha (พระสงฆ์), matali (มาตลีสังคาหกเทพบุตร), magha-manava (มฆมาณพ)