สติปัฏฐานสังยุต — วรรคที่ 3–5
รวม 3 วรรค (30 สูตร) ของ สติปัฏฐานสังยุต (SN 47) ที่มีโครงสร้างเปยยาลซ้ำ — เปลี่ยนเฉพาะ “เหตุ/บริบท” ที่ทรงแสดงสติปัฏฐาน 4
วรรคที่ 3 — สีลัฏฐิติวรรค (ข้อ ๗๖๗–๗๙๕)
ว่าด้วยสติปัฏฐาน 4 ในฐานะฐานของศีล และปัจจัยสนับสนุนต่าง ๆ — 10 สูตร
- สีลสูตร (ข้อ ๗๖๗–๗๗๑) — “ภิกษุตั้งอยู่ในศีลแล้ว พึงเจริญสติปัฏฐาน 4 อันอาศัยวิเวก-วิราคะ-นิโรธ น้อมไปในการสละ” — ศีลเป็นฐาน สติปัฏฐานเป็นงาน
- ฉันทสูตร (ข้อ ๗๗๒–๗๗๕) — เจริญสติปัฏฐาน 4 ด้วย ฉันทะ (ความพอใจ) อันอาศัยวิเวก-วิราคะ-นิโรธ
- กัมมสูตร (ข้อ ๗๗๖–๗๗๙) — เจริญด้วย กรรม (การกระทำ/ความเพียร)
- อัตตสูตร (ข้อ ๗๘๐–๗๘๓) — เจริญด้วย อัตต (ตน — ความมุ่งมั่นส่วนตน)
- ทิฏฐิสูตร (ข้อ ๗๘๔–๗๘๗) — เจริญด้วย ทิฏฐิ (ความเห็นชอบ)
- อัปปมาทสูตร (ข้อ ๗๘๘–๗๙๑) — เจริญด้วย อัปปมาท (ความไม่ประมาท)
- โยนิโสมนสิการสูตร (ข้อ ๗๙๒–๗๙๕) — เจริญด้วย โยนิโสมนสิการ (การใส่ใจโดยแยบคาย) — เปรียบเหมือน แสงอรุณ เป็นบุพนิมิตของดวงอาทิตย์ ฉันใด โยนิโสมนสิการเป็นบุพนิมิตของสติปัฏฐาน 4 ฉันนั้น
- สูตรที่ 8–10 (ข้อ ๗๙๒–๗๙๕) — ซ้ำนัยเดิมด้วยปัจจัยอื่น ๆ (เนื้อหาย่อในรูปเปยยาล)
วรรคที่ 4 — อนนุสสุตวรรค (ข้อ ๗๙๖–๘๑๗)
ว่าด้วยสติปัฏฐาน 4 เพื่อ “รู้ยิ่ง/ละ/กำหนดรู้” ธรรมต่าง ๆ — 10 สูตร โครงเดียวกับเปยยาลมัคคสังยุต
- สูตรที่ 1–2 (ข้อ ๗๙๖–๗๙๙) — เจริญสติปัฏฐาน 4 เพื่อรู้ยิ่งและละ อาสวะ 3 (กามาสวะ-ภวาสวะ-อวิชชาสวะ)
- สูตรที่ 3–4 (ข้อ ๘๐๐–๘๐๓) — เพื่อรู้ยิ่งและละ โอฆะ 4 (กาม-ภพ-ทิฏฐิ-อวิชชา)
- สูตรที่ 5–6 (ข้อ ๘๐๔–๘๐๗) — เพื่อรู้ยิ่งและละ อุปาทาน 4 (กาม-ทิฏฐิ-สีลัพพต-อัตตวาท)
- สูตรที่ 7–8 (ข้อ ๘๐๘–๘๑๑) — เพื่อรู้ยิ่งและละ คติ 5 (นรก/เดรัจฉาน/เปต/มนุษย์/เทวดา)
- สูตรที่ 9–10 (ข้อ ๘๑๒–๘๑๗) — เพื่อรู้ยิ่งและละ สังโยชน์เบื้องต่ำ 5 (สักกายทิฏฐิ-วิจิกิจฉา-สีลัพพตปรามาส-กามฉันทะ-พยาบาท) อันเป็นเหตุให้ผู้ปฏิบัติเป็นอนาคามี
วรรคที่ 5 — อมตวรรค (ข้อ ๘๑๘–๘๓๘)
ว่าด้วยสติปัฏฐาน 4 ในฐานะ “ประตูสู่อมตะ” และ “กองกุศล” — 10 สูตร
- อมตสูตร (ข้อ ๘๑๘) — “ผู้ไม่เจริญสติปัฏฐาน 4 ชื่อว่าไม่ได้เจริญอมตะ ผู้เจริญ ชื่อว่าเจริญอมตะ” — นิยามสติปัฏฐาน 4 = ทางสู่อมตะ (นิพพาน)
- สมุทยสูตร (ข้อ ๘๑๙) — แสดง สมุทัย (ความเกิดขึ้น) และ อัตถังคม (ความดับ) ของกาย เวทนา จิต ธรรม: เกิดเพราะ อาหาร-ผัสสะ-นามรูป-มนสิการ / ดับเพราะสิ่งเหล่านั้นดับ
- มรรคสูตร (ข้อ ๘๒๐–๘๒๔) — ณ ควงอชปาลนิโครธ อุรุเวลา หลังตรัสรู้ ทรงปริวิตกว่า “ทางนี้เป็นที่ไปอันเอก (เอกายนมรรค) เพื่อความบริสุทธิ์ของสัตว์… คือสติปัฏฐาน 4” — ท้าวสหัมบดีพรหมมาปรากฏและยืนยัน “ข้อนี้เป็นอย่างนั้น” พร้อมคาถา “ชนทั้งหลายข้ามโอฆะได้แล้วด้วยทางนี้…”
- สติสูตร (ข้อ ๘๒๕) — “ภิกษุพึงเป็นผู้มีสติอยู่เถิด นี้เป็นอนุศาสนีของเรา — ผู้มีสติ คือผู้เจริญสติปัฏฐาน 4”
- กุสลราสิสูตร (ข้อ ๘๒๖) — “เมื่อจะกล่าวว่า กองกุศล จะกล่าวให้ถูก ต้องกล่าวถึงสติปัฏฐาน 4 — กองกุศลทั้งสิ้น ได้แก่สติปัฏฐาน 4”
- ปาฏิโมกขสูตร (ข้อ ๘๒๗–๘๓๐) — ภิกษุทูลขอธรรมโดยย่อ → “ชำระปาฏิโมกขสังวรก่อน แล้วเจริญสติปัฏฐาน 4 — เธอพึงหวังความเจริญในกุศลธรรมตลอดคืนหรือวัน” — ภิกษุรูปนั้นปฏิบัติตาม บรรลุอรหัต
- ทุจริตสูตร (ข้อ ๘๓๑–๘๓๓) — ภิกษุทูลขอธรรมโดยย่อ → “ละกายทุจริต เจริญกายสุจริต ละวจีทุจริต เจริญวจีสุจริต ละมโนทุจริต เจริญมโนสุจริต แล้วเจริญสติปัฏฐาน 4” — บรรลุอรหัต
- มิตตสูตร (ข้อ ๘๓๔) — “เธอทั้งหลายพึงชักชวนชักนำมิตร อมาตย์ ญาติ สายโลหิต ให้ตั้งอยู่ในการเจริญสติปัฏฐาน 4” — ขยายการปฏิบัติสู่คนรอบข้าง
- เวทนาสูตร (ข้อ ๘๓๕–๘๓๖) — เจริญสติปัฏฐาน 4 เพื่อ กำหนดรู้เวทนา 3 (สุข-ทุกข์-อทุกขมสุข)
- อาสวสูตร (ข้อ ๘๓๗–๘๓๘) — เจริญสติปัฏฐาน 4 เพื่อ ละอาสวะ 3 (กามาสวะ-ภวาสวะ-อวิชชาสวะ)
ความสำคัญ:
- มรรคสูตรในอมตวรรคเป็นสูตรสำคัญ: ทรงปริวิตกถึง “เอกายนมรรค” ทันทีหลังตรัสรู้ และท้าวสหัมบดีพรหมยืนยัน — แสดงว่าสติปัฏฐาน 4 เป็นแก่นของพระพุทธศาสนาตั้งแต่วันแรกหลังตรัสรู้
- อนนุสสุตวรรคแสดงโครงสร้างเดียวกับเปยยาลมัคคสังยุต/โพชฌงคสังยุต — สติปัฏฐาน 4 ทำหน้าที่เดียวกับมรรค 8 และโพชฌงค์ 7 ในการ “รู้ยิ่ง/ละ” กิเลสชุดเดียวกัน
- โยงต่อ: คังคาทิเปยยาล วรรค 6