วนสังยุต (Vanasaṃyutta) เป็นสังยุตที่ 9 ในสคาถวรรค สังยุตตนิกาย มีวรรคเดียว 14 สูตร ทุกสูตรเกิดในแนวป่าแห่งหนึ่งในแคว้นโกศล — ภิกษุรูปหนึ่ง (หรือหลายรูป) อยู่ป่าแล้วเผลอประมาท ตรึกอกุศล ง่วง หรือคลุกคลีกับชาวบ้านเกินไป เทวดาที่สิงอยู่ในป่านั้น “มีความเอ็นดูใคร่ประโยชน์” จึงเข้ามาเตือนด้วยคาถาให้กลับมามีสติเจริญสมณธรรม บางสูตรภิกษุโต้ตอบ บางสูตรสลดใจทันที


SN 9.1 วิเวกสูตร (ข้อ ๗๖๑–๗๖๒) — ตรึกอกุศลวิตก เทวดาเตือนให้ยินดีวิเวก

ภิกษุรูปหนึ่งพักผ่อนกลางวัน ตรึกอกุศลวิตกอิงอาศัยเรือน เทวดาเข้าไปเตือนด้วยคาถาว่า “ท่านใคร่วิเวกจึงเข้าป่า ส่วนใจแส่ซ่านไปภายนอก จงกำจัดความพอใจในคน — นกเปื้อนฝุ่นย่อมสลัดธุลีออก ภิกษุผู้มีเพียรมีสติก็ย่อมสลัดธุลีคือกิเลสได้ฉันนั้น” ภิกษุสลดใจแล้ว


SN 9.2 อุปัฏฐานสูตร (ข้อ ๗๖๓–๗๖๕) — นอนหลับกลางวัน เทวดาปลุก

ภิกษุรูปหนึ่งนอนหลับในที่พักกลางวัน เทวดาเข้าไปกล่าวคาถาว่า “ท่านจงลุกขึ้น ท่านเร่าร้อนด้วยกิเลส ถูกลูกศรคือตัณหาเสียบ จงเพิ่มพูนศรัทธาที่ออกบวชมาเถิด” ภิกษุตอบโต้ว่า “ความหลับจะแผดเผาบรรพชิตผู้พ้นแล้ว ไม่เกี่ยวข้องกาม ก้าวล่วงอวิชชา ปรารภความเพียร จำนงพระนิพพานได้อย่างไร”


SN 9.3 กัสสปโคตตสูตร (ข้อ ๗๖๖–๗๖๗) — สอนนายพรานผู้ไม่รู้เท่าถึงการณ์

ท่านพระกัสสปโคตรนั่งอยู่ในที่พักกลางวัน กล่าวสอนนายพรานเนื้อคนหนึ่ง เทวดาเตือนด้วยคาถาว่า “ภิกษุผู้กล่าวสอนนายพรานทรามปัญญา ในกาลอันไม่ควร ดูเหมือนคนเขลา — ถึงจะจุดประทีป ๑๐ ดวง เขาก็ไม่เห็น เพราะจักษุคือญาณของเขาไม่มี” พระกัสสปโคตรสลดใจ


SN 9.4 สัมพหุลสูตร (ข้อ ๗๖๘–๗๗๐) — ภิกษุหลายรูปจาริกออกจากป่า เทวดาคร่ำครวญ

ภิกษุหลายรูปอยู่จำพรรษาในแนวป่าแห่งหนึ่งในโกศล ครั้นปวารณาแล้วก็หลีกออกจาริก เทวดาผู้สิงอยู่ไม่เห็นภิกษุก็คร่ำครวญกล่าวคาถาว่า “ความสนิทสนมปรากฏประดุจความไม่ยินดี เมื่อเห็นที่นั่งสงัด — ภิกษุเหล่านั้นเป็นพหูสูต ถ้อยคำไพเราะ สาวกพระโคดม ไปไหนกันเสีย” เทวดาอีกองค์ตอบว่า “ภิกษุเหล่านั้นไม่อาลัยที่อยู่ เที่ยวไปเป็นหมู่สู่แคว้นมคธ โกศล วัชชี”


SN 9.5 อานันทสูตร (ข้อ ๗๗๑–๗๗๒) — คลุกคลีสอนคฤหัสถ์มากเกินไป

พระอานนท์พำนักในแนวป่าแห่งหนึ่งในโกศล แต่เป็นผู้มากไปด้วยการรับแขกฝ่ายคฤหัสถ์เกินเวลา เทวดาเข้าไปกล่าวคาถาเตือนว่า “โคตมะ ท่านเข้าไปสู่โคนต้นไม้แล้ว จงใส่ใจพระนิพพาน จงเพ่งฌาน อย่าประมาท — ถ้อยคำสนทนาของท่านจักทำอะไรได้” พระอานนท์สลดใจ


SN 9.6 อนุรุทธสูตร (ข้อ ๗๗๓–๗๗๗) — เทพธิดาชาลินีอดีตภรรยาชวนปรารถนาสวรรค์

พระอนุรุทธะพำนักในแนวป่าในโกศล เทวดาชั้นดาวดึงส์ชื่อ “ชาลินี” ผู้เป็นภรรยาเก่าของท่าน เข้ามากล่าวชวนว่า “จงตั้งจิตในหมู่เทพดาวดึงส์ที่พรั่งพร้อมด้วยอารมณ์น่าใคร่” พระอนุรุทธะปฏิเสธโดยกล่าวว่าเทพกัลยาเหล่านั้น “มีคติอันทราม” และตอบว่า “สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง — บัดนี้สงสารสิ้นแล้ว ภพใหม่ไม่มีอีกต่อไป” แสดงถึงความเป็นพระอรหันต์


SN 9.7 นาคทัตตสูตร (ข้อ ๗๗๘–๗๗๙) — เข้าบ้านเช้าเกินกลับเย็นเกิน

ท่านพระนาคทัตตะเข้าไปในบ้านแต่เช้าตรู่และกลับมาหลังเที่ยง เทวดาเตือนด้วยคาถาว่า “นาคทัตตะ ท่านเข้าบ้านก่อนเวลา กลับมาในกลางวัน คลุกคลีกับคฤหัสถ์ พลอยร่วมสุขร่วมทุกข์กับเขา — เราย่อมกลัวท่านผู้พัวพันในสกุล อย่าไปสู่อำนาจมัจจุราชเลย” พระนาคทัตตะสลดใจ


SN 9.8 กุลฆรณีสูตร (ข้อ ๗๘๐–๗๘๒) — คลุกคลีอยู่กับตระกูลเดียวมากเกินไป

ภิกษุรูปหนึ่งไปอยู่คลุกคลีในสกุลหนึ่งเกินเวลา เทวดาเนรมิตเพศเป็นแม่บ้านในตระกูลนั้นเข้าไปเตือนว่า “ชนย่อมพูดกันทั้งที่ฝั่งน้ำ โรงพัก สภา ถนน — ส่วนเราและท่านเป็นดังเรือ” แล้วกล่าวต่อว่า “เสียงที่เป็นข้าศึกมีมาก ผู้มีตบะพึงอดทน ไม่พึงเก้อเขิน เพราะสัตว์ไม่เศร้าหมองเพราะเหตุนั้น แต่ผู้สะดุ้งเพราะเสียงดังเนื้อทรายในป่า นักปราชญ์กล่าวว่ามีจิตเบา วัตรย่อมไม่สมบูรณ์”


SN 9.9 วัชชีปุตตสูตร (ข้อ ๗๘๓–๗๘๕) — อยากร่วมงานมหรสพเมืองเวสาลี

ภิกษุวัชชีบุตรรูปหนึ่งพำนักในแนวป่าใกล้เมืองเวสาลี ได้ยินเสียงดนตรีมหรสพตลอดคืนจากในเมือง คร่ำครวญว่า “เราอยู่คนเดียวในป่าดังท่อนไม้ที่เขาทิ้ง — ใครจะลามกกว่าเราในคืนเช่นนี้” เทวดาเข้ามาเตือนด้วยคาถาว่า “เทวดาและมนุษย์เป็นอันมากย่อมรักท่าน ประดุจสัตว์นรกรักผู้ที่จะพาไปสวรรค์” ภิกษุสลดใจ


SN 9.10 สัชฌายสูตร (ข้อ ๗๘๖–๗๘๘) — เคยสาธยายมากแล้วหยุดนิ่ง

ภิกษุรูปหนึ่งในโกศล เมื่อก่อนมากไปด้วยการสาธยายพระธรรม ต่อมากลับขวนขวายน้อย นิ่งยังกาลให้ล่วงไป เทวดาผู้ไม่ได้ฟังธรรมจึงถามว่า “เพราะเหตุไรท่านจึงไม่สาธยาย — ผู้ฟังธรรมได้ความเลื่อมใส ผู้กล่าวธรรมได้รับคำสรรเสริญ” ภิกษุตอบว่า “ความพอใจในบทธรรมมีแล้วในกาลก่อน แต่บัดนี้ได้มาร่วมด้วยวิราคะแล้ว สัตบุรุษรู้ทั่วถึงแล้วจึงกล่าวการวางเสีย” (แสดงว่าภิกษุบรรลุอรหัตแล้ว)


SN 9.11 อโยนิโสมนสิการสูตร (ข้อ ๗๘๙–๗๙๐) — ตรึกอกุศลวิตก 3

ภิกษุรูปหนึ่งไปที่พักกลางวัน ตรึกอกุศลวิตก 3 คือกามวิตก พยาบาทวิตก วิหิงสาวิตก เทวดาเตือนว่า “ท่านถูกวิตกกินเพราะมนสิการไม่แยบคาย — จงละอโยนิโสมนสิการเสีย ปรารภพระศาสดา พระธรรม พระสงฆ์ และศีลของตน จักบรรลุปราโมทย์ ปีติ สุข และกระทำที่สุดแห่งทุกข์ได้”


SN 9.12 มัชฌันติกสูตร (ข้อ ๗๙๑–๗๙๒) — ยามเที่ยงวันป่าสงัด

ภิกษุรูปหนึ่งในโกศล เทวดากล่าวคาถาว่า “ในกาลกำลังเที่ยงวัน เมื่อนกทั้งหลายจับเจ่าแล้ว ภัยนั้นปรากฏแก่เราประดุจป่าใหญ่ส่งเสียง” ภิกษุตอบว่า “ในกาลกำลังเที่ยง เมื่อนกจับเจ่า ความยินดีปรากฏแก่เรา ประดุจป่าใหญ่ส่งเสียง” (เทวดารู้สึกหวาดกลัวความเงียบ ภิกษุกลับยินดีในวิเวก)


SN 9.13 ปากตินทริยสูตร (ข้อ ๗๙๓–๗๙๔) — ภิกษุหลายรูปฟุ้งซ่าน ไม่สำรวมอินทรีย์

ภิกษุมากด้วยกันในแนวป่าโกศล ล้วนเป็นผู้ฟุ้งซ่าน เห่อเหิม ขี้โอ่ ปากกล้า พูดเหลวไหล สติฟั่นเฟือน ไม่หนักแน่น อินทรีย์เปิดเผย เทวดาเตือนด้วยคาถาว่า “ภิกษุสาวกพระโคดมในกาลก่อนเป็นอยู่ง่าย ไม่มักได้ รู้ความไม่เที่ยง กระทำที่สุดแห่งทุกข์ได้ — พวกท่านทำตนเลี้ยงยาก เราขออัญชลีแก่พระสงฆ์แต่ขอกล่าวถึงภิกษุที่ประมาท พวกที่ไม่ประมาทเราขอนอบน้อม”


SN 9.14 ปทุมปุปผสูตร (ข้อ ๗๙๕–๘๐๐) — ดมดอกบัวโดยไม่ได้รับให้

ภิกษุรูปหนึ่งในโกศล กลับจากบิณฑบาตแล้วลงสระสูดดมดอกปทุม เทวดา(ผู้สิงในสระ)เตือนว่า “ท่านสูดดมดอกไม้ที่ใคร ๆ ไม่ได้ให้ นี้เป็นองค์แห่งความเป็นขโมย ท่านเป็นผู้ขโมยกลิ่น” ภิกษุโต้ว่า “เราไม่ได้นำไป ไม่ได้หัก ดมห่าง ๆ — แต่คนขุดเง่าบัวหักดอกบัวไฉนท่านไม่เรียกว่าขโมย” เทวดาอธิบายว่า “คนบาปหนาเราไม่พูดถึง แต่ผู้ใดแสวงหาไตรสิกขาอันสะอาด บาปแม้ประมาณเท่าปลายขนทรายย่อมปรากฏดังก้อนเมฆแก่เขา — เราไม่ได้อาศัยท่านเป็นอยู่ ท่านพึงไปสุคติด้วยกรรมที่ท่านรู้เอง”


ความสำคัญ / โยง

  • วนสังยุตแสดงภาพ “ชีวิตภิกษุในป่า” อย่างเป็นรูปธรรม: ประมาทได้หลายแบบ — ตรึกอกุศล ง่วง คลุกคลีชาวบ้าน สอนคนไม่ฟัง อยากร่วมความบันเทิง ดมของที่ไม่ได้รับให้
  • เทวดาป่าในสังยุตนี้เป็นตัวแทน “สภาพแวดล้อมที่ช่วยเตือน” ภิกษุผู้อยู่ป่า — ไม่เพียงแต่คนมีชีวิตเท่านั้นที่ห่วงใย
  • SN 9.2, 9.8, 9.10 มีภิกษุตอบโต้เทวดาอย่างมีเหตุผล (ตนบรรลุแล้ว / วัตรสมบูรณ์แล้ว) — แสดงว่าเทวดาก็อาจเข้าใจผิดได้
  • โยงกับพระอานนท์ (SN 9.5), พระอนุรุทธะ (SN 9.6) ที่มีหน้าเฉพาะ
  • เทพธิดาชาลินี (SN 9.6) เป็น entity ไม่มีหน้าแยก — ข้อมูลครบในสูตรนี้