วังคีสสังยุต (Vaṅgīsasaṃyutta) เป็นสังยุตที่ 8 ในสคาถวรรค สังยุตตนิกาย มีวรรคเดียว 12 สูตร บันทึกคาถาของพระวังคีสเถระ ผู้ได้รับการยกย่องเป็นเอตทัคคะด้านปฏิภาณกวี สูตรช่วงแรก (SN 8.1–8.4) บันทึกเหตุการณ์สมัยที่วังคีสะยังเป็นภิกษุใหม่ที่อัคคาฬวเจดีย์ เมืองอาฬวี ข่มอกุศลวิตกด้วยคาถาที่ตนผูกขึ้น ส่วนสูตรหลัง (SN 8.5–8.12) วังคีสะกล่าวคาถาสรรเสริญพระพุทธเจ้าและพระมหาสาวกในโอกาสต่าง ๆ


SN 8.1 นิกขันตสูตร (ข้อ ๗๒๗–๗๒๙) — บรรเทากามราคะ

สถานที่: อัคคาฬวเจดีย์ เมืองอาฬวี — วังคีสะถูกฝากไว้เฝ้าวิหาร ยังเป็นภิกษุใหม่

  • สตรีหลายคนแต่งตัวมาเที่ยวในอาราม วังคีสะเกิดกามราคะรบกวนจิต
  • วังคีสะตักเตือนตนเองว่า “ไม่ใช่ลาภของเรา” แล้วบรรเทาความกระสันด้วยตนเอง
  • คาถา: เปรียบบุตรชั้นสูงผู้ชำนาญธนูปัดลูกศรฝ่ายตรงข้ามได้ — แม้สตรีมากกว่าพันก็ไม่อาจยั่วเย้าผู้ตั้งมั่นในธรรม เพราะได้ฟังทางนิพพานจากพระพุทธเจ้าแล้ว

SN 8.2 อรติสูตร (ข้อ ๗๓๐–๗๓๒) — บรรเทาความไม่ยินดีในพรหมจรรย์

สถานที่: อัคคาฬวเจดีย์ เมืองอาฬวี กับพระนิโครธกัปปะผู้เป็นอุปัชฌาย์

  • วังคีสะเกิดความกระสัน (อรติ คือความไม่ยินดีในศาสนา) รบกวนจิต
  • บรรเทาด้วยตนเอง แล้วภาษิตคาถาหลายบท: ผู้ละอรติ รติ และวิตกอาศัยเรือน ไม่มีป่าคือกิเลส — รูปทุกอย่างทั้งบนดินและในอากาศล้วนไม่เที่ยง — ผู้ไม่ติดในอุปธิทั้งหลาย คือมุนี — สรุปด้วยภาพบัณฑิตผู้มีจิตตั้งมั่น ดับกิเลสได้ รอคอยกาลปรินิพพาน

SN 8.3 เปสลาติมัญญนาสูตร (ข้อ ๗๓๓–๗๓๔) — ข่มมานะที่ดูหมิ่นภิกษุผู้มีศีล

สถานที่: อัคคาฬวเจดีย์ เมืองอาฬวี กับพระนิโครธกัปปะ

  • วังคีสะนึกดูหมิ่นภิกษุผู้มีศีลเป็นที่รักรูปอื่น ๆ ด้วยปฏิภาณของตน
  • ตระหนักว่าไม่ใช่ลาภของตน แล้วทำความวิปฏิสาร (ความเดือดร้อนใจ) ให้เกิดขึ้น
  • คาถา (กล่าวกับตนเอง): “โคดม จงละมานะ อย่าให้มีส่วนเหลือ ผู้ถูกมานะกำจัดตกนรก — ภิกษุผู้ชนะกิเลสด้วยมรรคย่อมไม่เศร้าโศก บัณฑิตเรียกว่าเป็นผู้เห็นธรรม”

SN 8.4 อานันทสูตร (ข้อ ๗๓๕–๗๓๗) — พระอานนท์สอนวิธีแก้จิตกระสัน

สถานที่: กรุงสาวัตถี — วังคีสะตามพระอานนท์เข้าเมืองบิณฑบาต

  • วังคีสะเกิดกามราคะ ทูลขอวิธีดับราคะจากพระอานนท์ว่า “ข้าพเจ้าเร่าร้อนเพราะกามราคะ”
  • พระอานนท์แนะ: ละเว้นนิมิตอันสวยงาม เห็นสังขารโดยอนิจจัง ทุกขัง — เจริญอสุภกัมมัฏฐาน กายคตาสติ อนิมิตตวิปัสสนา และถอนมานานุสัย

SN 8.5 สุภาสิตสูตร (ข้อ ๗๓๘–๗๔๐) — วาจาสุภาษิตประกอบด้วยองค์ ๔

สถานที่: สาวัตถีนิทาน (เชตวัน)

  • พระพุทธเจ้าตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย: วาจาสุภาษิตประกอบด้วยองค์ ๔ — (๑) กล่าวแต่วาจาสุภาษิต ไม่กล่าวทุพภาษิต (๒) กล่าวแต่วาจาเป็นธรรม ไม่กล่าวผิดธรรม (๓) กล่าวแต่วาจาเป็นที่รัก (๔) กล่าวแต่วาจาจริง ไม่กล่าวเท็จ
  • วังคีสะลุกขึ้นกราบทูลขอสรรเสริญ แล้วกล่าวคาถาว่า คำสัตย์คือวาจาไม่ตาย — วาจาที่พระพุทธเจ้าตรัสเพื่อนิพพาน เพื่อดับทุกข์ คือวาจาสูงสุดกว่าวาจาทั้งปวง

SN 8.6 สารีปุตตสูตร (ข้อ ๗๔๑–๗๔๓) — สรรเสริญพระสารีบุตร

สถานที่: เชตวัน กรุงสาวัตถี

  • พระสารีบุตรแสดงธรรมีกถาด้วยวาจาชาวเมือง สละสลวย ไม่มีโทษ ยังผู้ฟังให้รู้เนื้อความ
  • วังคีสะสรรเสริญ: “พระสารีบุตรมีปัญญาลึกซึ้ง ฉลาดในทางและมิใช่ทาง แสดงธรรมย่อก็ได้พิสดารก็ได้ เสียงไพเราะดังนกสาลิกา ปฏิภาณเกิดขึ้นไม่รู้สิ้น”

SN 8.7 ปวารณาสูตร (ข้อ ๗๔๔–๗๔๖) — วันปวารณา ภิกษุ ๕๐๐ รูปล้วนอรหันต์

สถานที่: บุพพาราม ปราสาทของนางวิสาขา กรุงสาวัตถี — วันอุโบสถ ๑๕ ค่ำ (ปวารณา)

  • พระพุทธเจ้าทรงปวารณาต่อหน้าภิกษุ ๕๐๐ รูป ล้วนเป็นพระอรหันต์ พระสารีบุตรกราบทูลปวารณา
  • พระพุทธเจ้าตรัสว่าในภิกษุ ๕๐๐ นั้น: วิชชา ๓ ได้ ๑๐ รูป, อภิญญา ๖ ได้ ๖๐ รูป, อุภโตภาควิมุตติ ๖๐ รูป, ปัญญาวิมุตติที่เหลือ
  • วังคีสะกล่าวคาถาว่า “วันนี้อุโบสถ ๑๕ ค่ำ ภิกษุ ๕๐๐ ล้วนตัดกิเลสเครื่องผูก ไม่มีภพใหม่ — ขอถวายบังคมพระพุทธเจ้าผู้หักลูกศรคือตัณหา”

SN 8.8 ปโรสหัสสสูตร (ข้อ ๗๔๗–๗๕๐) — ภิกษุกว่าพัน พระพุทธเจ้าแสดงธรรมนิพพาน

สถานที่: เชตวัน กรุงสาวัตถี — ภิกษุสงฆ์ ๑,๒๕๐ รูป

  • พระพุทธเจ้าทรงชี้แจงให้ภิกษุทั้งหลายเห็นแจ้งด้วยธรรมีกถาอันประกอบด้วยนิพพาน
  • วังคีสะขออนุญาตกล่าวคาถา พระพุทธเจ้าทรงอนุญาต — กล่าวสรรเสริญ จากนั้นตรัสถามว่า “คาถาเหล่านี้ตรึกตรองไว้ก่อนหรือว่าแจ่มแจ้งฉับพลัน” — วังคีสะทูลว่าแจ่มแจ้งโดยทันที
  • พระพุทธเจ้าตรัสให้คาถาที่ไม่ได้ตรึกตรองจงแจ่มแจ้งยิ่งขึ้น — วังคีสะกล่าวคาถาชุดที่ ๒: สรรเสริญพระพุทธเจ้าผู้ครอบงำหนทางผิดร้อยของมาร ทำลายกิเลสดังตะปู บอกทางข้ามโอฆะ และให้พระสาวกเห็นธรรมไม่ง่อนแง่น

SN 8.9 โกณฑัญญสูตร (ข้อ ๗๕๑–๗๕๓) — สรรเสริญพระอัญญาโกณฑัญญะ

สถานที่: เวฬุวัน กรุงราชคฤห์

  • พระอัญญาโกณฑัญญะเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าต่อกาลนาน (อรรถกถาว่า ๑๒ ปี) หมอบแทบพระบาทพร้อมประกาศชื่อ
  • วังคีสะสรรเสริญ: “พระโกณฑัญญะผู้ตรัสรู้ตามพระพุทธองค์ มีความเพียรแรงกล้า ได้วิเวกสมาบัติเนืองนิตย์ บรรลุวิชชา ๓ ฉลาดในเจโตปริยญาณ เป็นทายาทของพระพุทธองค์”

SN 8.10 โมคคัลลานสูตร (ข้อ ๗๕๔–๗๕๖) — สรรเสริญพระมหาโมคคัลลานะ

สถานที่: กาฬสิลา ข้างภูเขาอิสิคิลิ กรุงราชคฤห์ — ภิกษุสงฆ์ ๕๐๐ รูป ล้วนเป็นอรหันต์

  • พระมหาโมคคัลลานะตามพิจารณาจิตอันหลุดพ้นของภิกษุเหล่านั้นด้วยจิต (เจโตปริยญาณ)
  • วังคีสะสรรเสริญ: “พระโมคคัลลานะผู้มีฤทธิ์มาก สอดส่องจิตภิกษุที่หลุดพ้นพิเศษ หาอุปธิมิได้ — สาวกผู้ได้ไตรวิชชาแวดล้อมพระพุทธเจ้าผู้ถึงฝั่งทุกข์”

SN 8.11 คัคคราสูตร (ข้อ ๗๕๗–๗๕๙) — สรรเสริญพระพุทธเจ้า ที่สระคัคครา

สถานที่: ริมสระคัคครา นครจัมปา — ภิกษุสงฆ์ ๕๐๐ รูป อุบาสก ๗๐๐ คน เทวดาหลายพัน

  • พระพุทธเจ้ารุ่งเรืองล่วงบริษัทด้วยพระวรรณะและพระยศ
  • วังคีสะสรรเสริญ: “เหมือนพระจันทร์พระอาทิตย์แจ่มกระจ่างในท้องฟ้าปราศจากเมฆ พระองค์ผู้มีรัศมีซ่านออก ย่อมรุ่งเรืองล่วงสรรพสัตว์โลกด้วยพระยศ”

SN 8.12 วังคีสสูตร (ข้อ ๗๖๐) — คาถาว่าด้วยความยินดีในธรรมของตน

สถานที่: เชตวัน กรุงสาวัตถี — วังคีสะบรรลุพระอรหัตไม่นาน กำลังเสวยวิมุตติสุข

  • วังคีสะภาษิตคาถาว่า: “ในกาลก่อนเราเป็นผู้มัวเมาด้วยความเป็นกวี เที่ยวไปจากบ้านสู่บ้าน — ครั้นได้เห็นพระพุทธเจ้า ศรัทธาบังเกิด ได้ฟังธรรมขันธ์ อายตนะ ธาตุ แล้วบรรพชา — การมาของเราในสำนักพระพุทธเจ้าเป็นการมาดีจริง วิชชา ๓ เราบรรลุแล้วโดยลำดับ พระศาสนาของพระพุทธเจ้าเราได้ทำแล้ว”

ความสำคัญ / โยง