จูฬสีหนาทสูตร (มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ สูตรที่ ๑๑ — สูตรต้นของสีหนาทวรรค)

พระพุทธเจ้า ทรงแสดงที่พระเชตวัน เมืองสาวัตถี ให้ภิกษุ “บันลือสีหนาท” (ประกาศอย่างองอาจ) ว่า สมณะ (อริยบุคคล) 4 จำพวกมีในศาสนานี้เท่านั้น ลัทธิอื่นว่างเปล่าจากสมณะผู้รู้ทั่วถึง

เกณฑ์ตัดสินที่แท้: รอบรู้อุปาทานครบหรือไม่

เมื่อเดียรถีย์แย้งว่าศาสนาเขาก็มีศรัทธา-ศีล-มิตรที่ดีเหมือนกัน อะไรต่างกัน? คำตอบไม่ได้อยู่ที่องค์ประกอบภายนอก แต่อยู่ที่ “ความสำเร็จ (พ้นทุกข์) มีอย่างเดียว และเป็นของผู้ปราศจากราคะ-โทสะ-โมหะ-ตัณหา-อุปาทาน เป็นผู้รู้แจ้ง ไม่ยินดียินร้าย ยินดีในความไม่เนิ่นช้า” (ไม่เนิ่นช้า)

ทิฏฐิ 2 ที่ต้องรู้ทั่วถึง

ภวทิฏฐิ (เห็นว่าเที่ยง) และ วิภวทิฏฐิ (เห็นว่าขาดสูญ) — ผู้ติดข้างใดข้างหนึ่งย่อมยินร้ายอีกข้าง ผู้ไม่รู้เกิด-ดับ-คุณ-โทษ-ทางออกของทิฏฐิ 2 นี้ ไม่พ้นทุกข์

อุปาทาน 4 (แกนของสูตร)

กามุปาทาน · ทิฏฐุปาทาน · สีลัพพตุปาทาน · อัตตวาทุปาทาน — ลัทธิอื่นอ้างว่ารอบรู้อุปาทานทั้งหมด แต่จริงๆ รู้ไม่ครบ (รู้แต่กามุปาทาน หรือเพิ่มทิฏฐุปาทาน/สีลัพพตุปาทาน แต่ไม่ถึงอัตตวาทุปาทาน) มีแต่พระตถาคตเท่านั้นที่บัญญัติความรอบรู้อุปาทานครบทั้ง 4 โดยชอบ

สาวอุปาทานกลับถึงราก

อุปาทาน ← ตัณหา ← เวทนา ← ผัสสะ ← สฬายตนะ ← นามรูป ← วิญญาณ ← สังขาร ← อวิชชา (= ปฏิจจสมุปบาท) เมื่อละอวิชชา เกิดวิชชา → ไม่ถือมั่นอุปาทาน → ปรินิพพาน “ชาติสิ้นแล้ว”

ความสำคัญ

วางจุดยืนว่ามรรคผลมีจริงเฉพาะในธรรมวินัยนี้ โดยมีเหตุผลรองรับ (รอบรู้อุปาทานครบ) ไม่ใช่การอวดอ้างลอยๆ เปิดสีหนาทวรรคที่ว่าด้วย “การบันลือ” ของพระศาสนา

ที่อ้างอิง

มมร เล่ม 18 (มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ สีหนาทวรรค) ข้อ ๑๕๓–๑๕๘ | ม.มู. ๑๒

แหล่งสรุป: แหล่ง-จูฬสีหนาทสูตร