สฬายตนสังยุต — นวปุราณวรรค (วรรคที่ 5, ตติยปัณณาสก์)

วรรคสุดท้ายของตติยปัณณาสก์ ในสฬายตนสังยุต — 10 สูตร เน้นกรรม-นิพพาน-การพยากรณ์อรหัตตผล และ “ปฏิปทาสัปปายแก่นิพพาน”

  • กรรมสูตร (ข้อ ๒๒๗–๒๓๑)กรรมเก่า = อายตนะ ๖ (สำเร็จด้วยเจตนา ปัจจัยปรุงแต่ง ควรรู้ยิ่ง); กรรมใหม่ = กาย-วาจา-ใจกระทำในบัดนี้; ความดับกรรม = นิโรธ-วิมุตติ; ปฏิปทา = อริยมรรคมีองค์ ๘ — สูตรนี้นิยาม “อายตนะ” ในแง่กรรมได้อย่างตรง
  • ปฐมสัปปายสูตร (ข้อ ๒๓๒)ปฏิปทาที่สบาย (สัปปาย) แก่นิพพาน: เห็นจักษุ-รูป-วิญญาณ-ผัสสะ-เวทนา (ครบ ๖ ทวาร) ว่าไม่เที่ยง
  • ทุติยสัปปายสูตร (ข้อ ๒๓๓) — ปฏิปทาสัปปาย: เห็น (ครบ ๖ ทวาร) ว่าเป็นทุกข์
  • ตติยสัปปายสูตร (ข้อ ๒๓๔) — ปฏิปทาสัปปาย: เห็น (ครบ ๖ ทวาร) ว่าเป็นอนัตตา
  • จตุตถสัปปายสูตร (ข้อ ๒๓๕) — รูปแบบถามตอบ: เห็น (ครบ ๖ ทวาร) ว่าไม่เที่ยง → เป็นทุกข์ → ไม่ใช่ตน → เบื่อหน่าย → คลายกำหนัด → หลุดพ้น
  • อนันเตวาสิกานาจริยสูตร (ข้อ ๒๓๖–๒๓๗) — ผู้ “มีอันเตวาสิก มีอาจารย์” = มีอกุศลภายในถูกครอบงำ ไม่สำรวมอินทรีย์ → ทุกข์; ผู้ “ไม่มี” (ไม่ถูกอกุศลครอบ) = สะอาด → สุข
  • ติตถิยสูตร (ข้อ ๒๓๘) — ปริพาชกถามว่า “พระสมณโคดมประพฤติพรหมจรรย์เพื่ออะไร?” → พยากรณ์ว่า: เพื่อกำหนดรู้ทุกข์ ในจักษุ-รูป-วิญญาณ-ผัสสะ-เวทนา ครบทั้ง ๖ ทวาร
  • ปริยายสูตร (ข้อ ๒๓๙–๒๔๒) — เหตุที่พยากรณ์อรหัตตผลได้โดยไม่ต้องเชื่อผู้อื่น: รู้ชัดว่าราคะ-โทสะ-โมหะภายในตนดับแล้ว ด้วยการเห็นด้วยปัญญาเองผ่านอายตนะ ๖ (ไม่ใช่อ้างศรัทธา-ความเชื่อ-ความพอใจ)
  • อินทริยสูตร (ข้อ ๒๔๓)“อินทรียสัมปันนะ” (ผู้ถึงพร้อมด้วยอินทรีย์) = ผู้เห็นความเกิด-เสื่อมในจักขุนทรีย์ ฯลฯ ครบ ๖ อย่างชัดแจ้ง → เบื่อหน่าย-คลายกำหนัด-หลุดพ้น
  • ธรรมกถิกสูตร (ข้อ ๒๔๔)“ธรรมกถึก” (ผู้แสดงธรรม) ที่แท้จริง = แสดงธรรมเพื่อเบื่อหน่าย-คลายกำหนัด-ดับอายตนะ ๖; “ผู้ปฏิบัติสมควรแก่ธรรม” = ปฏิบัติเพื่อเบื่อหน่าย; “ผู้บรรลุนิพพานในปัจจุบัน” = เบื่อหน่ายแล้ว คลายแล้ว หลุดพ้นแล้วในปัจจุบัน

ความสำคัญ: วรรคนี้ปิดตติยปัณณาสก์ด้วยชุดสูตร “สัปปายะ” (๔ สูตร) ที่ให้แนวปฏิบัติเป็นขั้นตอนชัดเจน และจบด้วยนิยาม “ธรรมกถึก-ผู้ปฏิบัติ-ผู้บรรลุ” ครบวงจร — กรรมสูตรโยงอายตนะเข้ากับกรรมและอริยมรรค ส่วนปริยายสูตรเน้นการรู้ด้วยปัญญาตนเองโดยไม่อิงศรัทธา — โยงกับเทวทหวรรค (ไตรลักษณ์ในอายตนะ)