สฬายตนสังยุต — โยคักเขมิวรรค (วรรคที่ 1, ตติยปัณณาสก์)

วรรคแรกของตติยปัณณาสก์ ในสฬายตนสังยุต — 10 สูตร เน้นโครงสร้างความเกิดทุกข์และความดับทุกข์ผ่านอายตนะ ๖

  • โยคักเขมีสูตร (ข้อ ๑๕๒) — “ผู้เกษมจากโยคะ (โยคักเขมี)”: ตถาคตละรูป-เสียง-กลิ่น-รส-โผฏฐัพพะ-ธรรมารมณ์ (อายตนะภายนอก ๖) ที่น่าปรารถนาน่าใคร่ได้แล้ว ถอนรากเหมือนตาลยอดด้วน ไม่เกิดอีก + ทรงบอกความเพียรที่ควรประกอบเพื่อละ → จึงเรียกว่า “ผู้เกษมจากโยคะ”
  • อุปาทายสูตร (ข้อ ๑๕๓) — เมื่อจักษุมี สุขทุกข์ภายในอาศัยจักษุเกิดขึ้น ฯลฯ เมื่อใจมี สุขทุกข์ภายในอาศัยใจเกิดขึ้น → จักษุ ฯลฯ ใจ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ → อริยสาวกเบื่อหน่าย คลายกำหนัด หลุดพ้น
  • ทุกขสูตร (ข้อ ๑๕๔–๑๕๕) — แสดง ความเกิด และ ความดับแห่งทุกข์ (อาศัยจักษุ+รูป → จักขุวิญญาณ → ผัสสะ → เวทนา → ตัณหา … เกิดกองทุกข์ทั้งมวล; เมื่อตัณหาดับ ทุกข์ทั้งปวงดับ) — เป็นปฏิจจสมุปบาทระดับอายตนะ
  • โลกสูตร (ข้อ ๑๕๖–๑๕๗) — แสดง ความเกิด และ ความดับแห่งโลก ด้วยนัยเดียวกัน (สังขารโลกเกิด-ดับตามสายปฏิจจสมุปบาท)
  • เสยยสูตร (ข้อ ๑๕๘) — เมื่อยึดมั่นจักษุ ฯลฯ ใจ จึงมีความสำคัญตนว่าประเสริฐกว่า/เสมอ/เลวกว่าเขา → ถ้าไม่ยึดมั่นสิ่งที่ไม่เที่ยง-เป็นทุกข์-แปรปรวน ความสำคัญตนนั้นย่อมไม่มี
  • สังโยชนสูตร (ข้อ ๑๕๙) — จักษุ ฯลฯ ใจ เป็น “ธรรมเหตุแห่งสังโยชน์”; ความกำหนัดด้วยอำนาจความพอใจในอายตนะนั้น เป็นตัวสังโยชน์
  • อุปาทานสูตร (ข้อ ๑๖๐) — จักษุ ฯลฯ ใจ เป็น “ธรรมเหตุแห่งอุปาทาน”; ความกำหนัดด้วยอำนาจความพอใจ เป็นตัวอุปาทาน
  • ปฐมอปริชานสูตร (ข้อ ๑๖๑) — ผู้ไม่รู้ยิ่ง ไม่กำหนดรู้ ไม่หน่าย ไม่ละจักษุ ฯลฯ ใจ ย่อมไม่ควรสิ้นทุกข์; ผู้รู้ยิ่ง กำหนดรู้ หน่าย ละ ย่อมควรสิ้นทุกข์
  • ทุติยอปริชานสูตร (ข้อ ๑๖๒–๑๖๓) — ทรงแสดงธรรมนี้ขณะประทับพักในที่สงัด (พระตำหนักซึ่งก่ออิฐ ของหมู่พระประยูรญาติ): อาศัยจักษุ+รูป → ผัสสะ → เวทนา → ตัณหา = เกิดกองทุกข์; ตัณหาดับ → ทุกข์ดับ
  • อุปัสสุติสูตร (ข้อ ๑๖๔) — ภิกษุยืนแอบฟัง ทรงพบแล้วตรัสให้เล่าเรียนทรงจำ “ธรรมปริยายนี้ประกอบด้วยประโยชน์ เป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์”

ความสำคัญ: วรรคนี้วางโครงพื้นฐานปฏิจจสมุปบาทระดับอายตนะอย่างชัดเจน — ทั้งสาย “เกิด” และสาย “ดับ” — เชื่อมโยงกับสังโยชน์ อุปาทาน และวิมุตติ โดยตรง