สัตติวรรค (วรรคที่ 3 ของเทวตาสังยุต) ประกอบด้วย 10 สูตร เทวดาองค์หนึ่งทูลถามหรือกล่าวคาถา พระพุทธเจ้าตรัสโต้คาถา ณ พระวิหารเชตวัน สาวัตถี (สูตรทั้ง 10 ไม่มีนิทานคำแยก สืบเนื่องจากบริบทเชตวันของวรรคก่อน) วรรคนี้เน้นเรื่องการปฏิบัติเพื่อพ้นกิเลส กาม และทุกข์ในวัฏสงสาร


10 สูตรในสัตติวรรค

SN 1.21 สัตติสูตร (ข้อ ๕๖–๕๗) — ว่าด้วยผู้ปฏิบัติเหมือนถูกหอก

  • เทวดากล่าวคาถา: ภิกษุพึงมีสติ เว้นรอบเพื่อละกามราคะ เหมือนบุรุษถูกหอกแทงมุ่งถอนหอก และเหมือนบุรุษถูกไฟไหม้ศีรษะมุ่งดับไฟ
  • ทรงรับคาถาแต่เปลี่ยนเป้าหมาย: เปลี่ยนจาก “ละกามราคะ” เป็น “ละสักกายทิฏฐิ” — ทรงยกระดับจากการข่มกิเลสสู่การถอนรากด้วยมรรค

SN 1.22 ผุสติสูตร (ข้อ ๕๘–๕๙) — ว่าด้วยวิบากของกรรม

  • เทวดากล่าวคาถา: วิบากย่อมไม่ถูกบุคคลผู้ไม่ถูกกรรม วิบากย่อมถูกบุคคลผู้ถูกกรรม ผู้ประทุษร้ายต่อผู้ไม่ประทุษร้าย
  • ทรงตรัส: บุคคลใดประทุษร้ายต่อนรชนผู้บริสุทธิ์ ไม่มีกิเลส บาปย่อมกลับมาถึงบุคคลนั้นผู้เป็นพาล ดุจธุลีละเอียดที่ซัดไปทวนลม — กรรมย่อมย้อนกลับผู้ทำ

SN 1.23 ชฏาสูตร (ข้อ ๖๐–๖๑) — ว่าด้วยการถางชัฏคือกิเลส

  • เทวดาทูลถาม: หมู่สัตว์รกทั้งภายในภายนอก ถูกตัณหาเป็นรกชัฏหุ้มห่อแล้ว ใครพึงถางชัฏนี้ได้
  • ทรงตรัสสองคาถา: (1) นรชนผู้มีปัญญา ตั้งมั่นในศีล อบรมจิตและปัญญา มีความเพียร มีปาริหาริยปัญญา พึงถางชัฏนี้ได้ (2) ผู้ที่กำจัดราคะ โทสะ อวิชชา สิ้นอาสวะแล้ว ตัณหาเครื่องยุ่งสางแล้ว — นามรูปดับในที่ใด ตัณหานั้นย่อมขาดไปในที่นั้น (= นิพพาน)

SN 1.24 มโนนิวารณสูตร (ข้อ ๖๒–๖๓) — ว่าด้วยการห้ามใจ

  • เทวดากล่าวคาถา: บุคคลพึงห้ามใจแต่อารมณ์ทั้งปวง จะพ้นจากทุกข์เพราะอารมณ์ทั้งปวง
  • ทรงแย้ง: ไม่ควรห้ามใจแต่อารมณ์ทั้งปวง อารมณ์ที่ทำให้ใจมาถึงความสำรวม (เช่น ทาน ศีล) ไม่ควรห้าม — พึงห้ามใจเฉพาะอารมณ์ที่เป็นบาป — ทรงชี้ว่าคำของเทวดาเป็น “อนิยยานิกะ” (ไม่นำสัตว์ออกจากทุกข์)

SN 1.25 อรหันตสูตร (ข้อ ๖๔–๖๗) — ว่าด้วยการพูดของพระอรหันต์

  • เทวดาทูลถาม (2 รอบ): พระขีณาสพที่มีอาสวะสิ้นแล้ว เมื่อพูดว่า “เราพูดดังนี้ / คนอื่นพูดกะเรา” ยังติดทิฏฐิหรือมานะอยู่หรือ
  • ทรงตอบ (2 รอบ): (1) ไม่ใช่พูดด้วยทิฏฐิ แต่พูดตามสมมติโวหาร ฉลาดในคำพูดโลก (2) ไม่ใช่ด้วยมานะ เพราะพระขีณาสพละมานะและคันถะทั้งปวง กำจัดความสำคัญตนในตัณหาทิฏฐิมานะหมดแล้ว

SN 1.26 ปัชโชตสูตร (ข้อ ๖๘–๖๙) — ว่าด้วยแสงสว่างในโลก

  • เทวดาทูลถาม: โลกรุ่งเรืองด้วยแสงสว่างใด แสงสว่างนั้นมีเท่าไรในโลก
  • ทรงตรัส: แสงสว่างในโลกมี 4 อย่าง ที่ 5 ไม่มี — ดวงอาทิตย์สว่างกลางวัน ดวงจันทร์สว่างกลางคืน ไฟสว่างทั้งกลางวันกลางคืน แต่ พระสัมพุทธเจ้าประเสริฐกว่าแสงทั้งปวง แสงพระพุทธเจ้าเป็นแสงอย่างเยี่ยม

SN 1.27 สรสูตร (ข้อ ๗๐–๗๑) — ว่าด้วยที่สิ้นสุดสงสาร

  • เทวดาทูลถาม: สงสารย่อมกลับแต่ที่ไหน วัฏฏะไม่เป็นไปในที่ไหน นามรูปย่อมดับในที่ไหน
  • ทรงตรัส: ที่ใดที่ดิน น้ำ ไฟ ลม ไม่ตั้งอยู่ — ที่นั้นสงสารกลับ วัฏฏะไม่เป็นไป นามรูปดับหมด (อรรถกถาอธิบาย “ที่นั้น” = นิพพาน)

SN 1.28 มหัทธนสูตร (ข้อ ๗๒–๗๓) — ว่าด้วยผู้ไม่มีความขวนขวาย

  • เทวดากล่าวคาถา: กษัตริย์ผู้มีทรัพย์มากยังริษยากัน ไม่รู้จักพอในกาม ลอยไปตามกระแสภพ — บุคคลพวกไหนไม่มีความขวนขวาย
  • ทรงตรัส: บุคคลที่ละเรือน ละบุตร ละปศุสัตว์ที่รัก บวชแล้ว กำจัดราคะ โทสะ อวิชชา สิ้นอาสวะ เป็นผู้ไกลกิเลส — บุคคลเหล่านั้นเป็นผู้ไม่ขวนขวายในโลก

SN 1.29 จตุจักกสูตร (ข้อ ๗๔–๗๕) — ว่าด้วยร่างกายมีจักร 4

  • เทวดาทูลถาม: สรีระมีจักร 4 (อิริยาบถ 4) มีทวาร 9 เต็มด้วยของไม่สะอาด ประกอบด้วยโลภะ ความออกไป (จากทุกข์) จักมีได้อย่างไร
  • ทรงตรัส: ตัดความผูกโกรธ กิเลสเครื่องร้อยรัด ความปรารถนาและโลภอันลามก ถอนตัณหาอันมีอวิชชาเป็นมูล — ความออกไปจากทุกข์จึงมีได้

SN 1.30 เอณิชังฆสูตร (ข้อ ๗๖–๗๗) — ว่าด้วยการพ้นกามคุณ 5

  • เทวดาทูลถาม: พรรณนาพระพุทธเจ้าว่าซูบผอม มีแข้งดังเนื้อทราย (eṇijaṅgha) มีอาหารน้อย ไม่มีความโลภ เที่ยวไปโดดเดี่ยวดุจราชสีห์และช้าง แล้วถามว่าบุคคลจะพ้นจากทุกข์ได้อย่างไร
  • ทรงตรัส: กามคุณ 5 มีใจเป็นที่ 6 บัณฑิตประกาศแล้วในโลก — บุคคลเลิกความพอใจในนามรูปนี้ได้แล้ว ก็พ้นจากทุกข์ได้อย่างนี้

ความสำคัญ

  • สัตติวรรคเน้น ความเร่งด่วนในการปฏิบัติ (SN 1.21 — อุปมาถูกหอก/ไฟไหม้ศีรษะ) และ การถอนรากกิเลส ไม่ใช่แค่ข่มชั่วคราว
  • ธีมหลักของวรรค: ละกามราคะ สักกายทิฏฐิ ตัณหา อวิชชา มานะ — ตรงกับแกนของอริยสัจ และอริยมรรค
  • SN 1.26 ปัชโชตสูตรโดดเด่นว่าด้วยการยกพระพุทธเจ้าเป็นแสงสว่างสูงสุด เหนือดวงอาทิตย์ จันทร์ และไฟ
  • SN 1.27 สรสูตรและ SN 1.29 จตุจักกสูตรมีใจความเรื่องที่สิ้นสุดสงสารและวิธีพ้นทุกข์จากร่างกายอันเป็นที่ตั้งของกิเลส โยงกับ นิพพาน โดยตรง
  • โยงกับ นฬวรรค และ นันทนวรรค ในเทวตาสังยุตเดียวกัน