สตุลลปกายิกวรรค (วรรคที่ 4 ของเทวตาสังยุต) ประกอบด้วย 10 สูตร เทวดาสตุลลปกายิกา (satullapakāyikā — เทวดาที่บังเกิดในสวรรค์ด้วยการสมาทานธรรมของสัตบุรุษ) มาเป็นคณะ ผลัดกันกล่าวคาถาถวายพระพุทธเจ้า ส่วนใหญ่ ณ พระวิหารเชตวัน สาวัตถี — สูตรที่ 7 (สมยสูตร) ต่างสถานที่คือป่ามหาวัน กบิลพัสดุ์ สูตรที่ 8 (สกลิกสูตร) ที่สวนมัททกุจฉิ ราชคฤห์ และสูตรที่ 9–10 ที่กูฏาคารศาลา ป่ามหาวัน เวสาลี วรรคนี้สูตรยาวกว่าวรรคก่อน มีเทวดาหลายองค์ผลัดกันกล่าวคาถาทีละองค์ ก่อนพระพุทธเจ้าตรัสปิดท้ายด้วยพระคาถาสรุป ธีมหลักครอบคลุมทาน ศีล สัทธรรม และการพ้นทุกข์
10 สูตรในสตุลลปกายิกวรรค
SN 1.31 สัพภิสูตร (ข้อ ๗๘–๘๕) — ว่าด้วยสัตบุรุษ
- เทวดาสตุลลปกายิกาหมู่ใหญ่เข้าเฝ้า ณ เชตวัน เทวดา 5 องค์ผลัดกันกล่าวคาถาขึ้นต้นเหมือนกันว่า “บุคคลควรนั่งร่วม ควรทำความสนิทกับพวกสัตบุรุษ ทราบสัทธรรมแล้ว…” แต่ผลต่างกัน คือ ไม่มีโทษลามก / ได้ปัญญา / ไม่เศร้าโศก / ไพโรจน์ในหมู่ญาติ / ไปสู่สุคติ / ดำรงอยู่สบาย
- เทวดาอื่นถามว่าคำของใครเป็นสุภาษิต พระพุทธเจ้าตรัสว่าทั้งหมดเป็นสุภาษิตโดยปริยาย แต่คาถาของพระองค์คือ “ทราบสัทธรรมแล้ว ย่อมพ้นจากทุกข์ทั้งปวง” — ยกระดับจากสุคติสู่นิพพาน
SN 1.32 มัจฉริสูตร (ข้อ ๘๖–๙๓) — ว่าด้วยเหตุที่ให้ทานไม่ได้
- เทวดา 4 องค์ผลัดกันกล่าวคาถาเรื่องทาน คาถาที่ 1: ความตระหนี่และประมาททำให้ให้ทานไม่ได้ คาถาที่ 2: ภัยที่คนตระหนี่กลัว (หิว/กระหาย) ย่อมถูกต้องตนเอง บุญเป็นที่พึ่งในโลกหน้า คาถาที่ 3: ให้ของน้อยเหมือนนักเดินทางแบ่งกัน — ทักษิณาจากของน้อยนับเสมอด้วยพัน คาถาที่ 4: ทานและกุศลพวกพาลทำได้ยาก สัตบุรุษไปสวรรค์ อสัตบุรุษไปนรก
- พระพุทธเจ้าตรัสปิดด้วย 2 คาถา: (1) บุคคลประพฤติธรรม เลี้ยงภริยา ให้ทานจากของน้อย — บุรุษแสนหนึ่งบูชาพัน ยังไม่ถึงส่วนร้อยของบุคคลอย่างนั้น (2) ทานที่ให้ด้วยกรรมอาชญา (บังคับ/ทำร้าย) เป็นทานมีน้ำตา ไม่เท่าทานที่ให้ด้วยความสงบ
SN 1.33 สาธุสูตร (ข้อ ๙๔–๑๐๑) — ว่าด้วยอานิสงส์การให้ทาน
- เทวดา 5 องค์เปล่งอุทาน (ไม่ใช่คาถา) ผลัดกันสรุปคุณทาน ทบทวนขึ้นทีละประการ: (1) ทานยังประโยชน์ได้ (2) + แม้ของน้อย (3) + ทานด้วยศรัทธา (4) + ให้แก่ผู้มีธรรมอันได้แล้ว (5) + ทานที่เลือกให้ + ความสำรวมในสัตว์ทั้งหลาย
- พระพุทธเจ้าตรัสสรุป: “ทานบัณฑิตสรรเสริญโดยส่วนมาก แต่ธรรมบท (นิพพาน) ประเสริฐกว่าทาน” — สัตบุรุษผู้มีปัญญาบรรลุนิพพานมาแต่โบราณ
SN 1.34 นสันติสูตร (ข้อ ๑๐๒–๑๐๕) — ว่าด้วยการกำจัดเบญจขันธ์คือกำจัดทุกข์
- เทวดา 1 องค์กล่าวคาถายาว: กามในหมู่มนุษย์ไม่เที่ยง ผู้ประมาทในกามไม่มาถึงนิพพาน — เบญจขันธ์เกิดแต่ฉันทะ ทุกข์เกิดแต่ฉันทะ เพราะกำจัดฉันทะจึงกำจัดเบญจขันธ์ได้ เพราะกำจัดเบญจขันธ์จึงกำจัดทุกข์ได้ — อารมณ์งามไม่ใช่กาม ความกำหนัดพร้อมความดำริต่างหากเป็นกาม — บุคคลพึงละโกรธ มานะ สังโยชน์ — ขีณาสวภิกษุตัดตัณหาแล้ว ใครก็ค้นหาไม่พบ
- พระโมฆราชเถระกล่าวต่อ: ผู้ไหว้พระขีณาสพเป็นผู้อันบัณฑิตสรรเสริญ พระพุทธเจ้าทรงรับรอง: เทวดาและมนุษย์เหล่านั้นรู้ธรรมแล้ว ละวิจิกิจฉาแล้ว ย่อมล่วงพ้นธรรมเป็นเครื่องข้อง
SN 1.35 อุชฌานสัญญีสูตร (ข้อ ๑๐๖–๑๑๑) — ว่าด้วยเทวดามุ่งโทษ
- สูตรนี้แตกต่าง: พวกเทวดาผู้มุ่งเพ่งโทษ (ujjhānasaññī) ลอยอยู่ในอากาศ (ไม่ยืนบนพื้น) กล่าวกล่าวหาว่าพระพุทธเจ้า “ลวงปัจจัยเหมือนขโมย พูดแต่ไม่ทำ”
- พระพุทธเจ้าตรัสโต้: ผู้มีปัญญา มีฌาน พ้นจากเครื่องผูกของมาร ด้วยปฏิปทาอันมั่นคง — ผู้รู้โลกแล้ว ดับกิเลส ข้ามตัณหาแล้ว ย่อมไม่พูด (ปฏิเสธการอวดอ้าง)
- เทวดาเหล่านั้นลงมาหมอบขอขมา พระพุทธเจ้าทรงยิ้มแย้ม เทวดาขึ้นไปบนอากาศอีก กล่าวว่า “ผู้โกรธเมื่อถูกแสดงโทษย่อมสอดสวมเวร” — ทรงตอบ: พระตถาคตไม่มีโทษ ไม่ถึงความหลงใหล เราไม่ชอบเวร เราอดโทษแก่ท่าน
SN 1.36 สัทธาสูตร (ข้อ ๑๑๒–๑๑๔) — ว่าด้วยศรัทธา
- เทวดา 1 องค์กล่าว: ศรัทธาเป็นเพื่อนสองของคน — ผู้มีศรัทธาได้ยศและเกียรติ ไปสวรรค์ — ผู้ละโกรธ มานะ ล่วงสังโยชน์ กิเลสย่อมไม่เกาะ
- พระพุทธเจ้าตรัสโต้: พวกพาลตามประกอบความประมาท นักปราชญ์รักษาความไม่ประมาทเหมือนรักษาทรัพย์ — ผู้ไม่ประมาท เพ่งพินิจอยู่ ย่อมบรรลุบรมสุข
SN 1.37 สมยสูตร (ข้อ ๑๑๕–๑๒๑) — ว่าด้วยเทพชุมนุมกัน
- สถานที่: ป่ามหาวัน กบิลพัสดุ์ แคว้นสักกะ กับภิกษุสงฆ์ 500 รูปล้วนเป็นพระอรหันต์ เทวดาจากโลกธาตุสิบมาประชุม
- เทวดา 4 องค์จากชั้นสุทธาวาสพรหมลงมากล่าวคาถาทีละองค์: (1) มาสู่ธรรมสมาคม เยี่ยมหมู่ผู้ที่ใคร ๆ แพ้ไม่ได้ (2) ภิกษุตั้งจิตมั่น ทำจิตตรง รักษาอินทรีย์ดุจสารถีถือบังเหียน (3) ตัดกิเลสตะปู/ลิ่มสลัก/เสาเขื่อน หมดจดปราศจากมลทิน อันพระพุทธเจ้าทรงฝึกดีแล้ว — เป็น “หมู่นาคหนุ่ม” (4) ผู้ถึงพระพุทธเจ้าเป็นสรณะจักไม่ไปอบาย ละร่างมนุษย์แล้วจักยังหมู่เทวดาให้บริบูรณ์
- สูตรนี้คล้ายมหาสมัยสูตร แต่กระชับกว่า
SN 1.38 สกลิกสูตร (ข้อ ๑๒๒–๑๓๐) — เทวดาสรรเสริญความอดทน
- สถานที่: มิคทายวัน ในสวนมัททกุจฉิ ราชคฤห์ — พระบาทของพระพุทธเจ้าถูกสะเก็ดหิน (เหตุจากพระเทวทัตขว้างหิน ตามที่อรรถกถาระบุ) เวทนากล้าแข็ง แต่ทรงสำเร็จสีหไสยาสน์ด้วยสติสัมปชัญญะไม่เดือดร้อน
- เทวดาสตุลลปกายิกา 700 องค์เข้าเฝ้า เทวดา 5 องค์ผลัดกันเปล่งอุทานสรรเสริญ: เป็นนาค / เป็นสีหะ / เป็นอาชาไนย / เป็นผู้องอาจ / เป็นผู้ใฝ่ธุระ / เป็นผู้ฝึกแล้ว — สมาธิเจริญดี จิตพ้นดี ไม่น้อมไปตามราคะ โทสะ ไม่ต้องข่มหรือห้ามกัน — ผู้สำคัญจะล่วงเกินพระพุทธเจ้าเห็นปานนี้ ก็ไม่มีตาเท่านั้น
- จบด้วยคาถา: พราหมณ์มีเวทห้า บำเพ็ญตบะร้อยปี จิตไม่พ้นโดยชอบ ย่อมไม่ลุถึงฝั่ง — ผู้ละมานะ จิตตั้งมั่น พ้นในธรรมทั้งปวง อยู่ในป่าไม่ประมาท พึงข้ามแดนมัจจุได้
SN 1.39 ปฐมปัชชุนนธีตุสูตร (ข้อ ๑๓๑–๑๓๒) — คาถาของธิดาท้าวปัชชุนนะ (นางโกกนทา)
- สถานที่: กูฏาคารศาลา ป่ามหาวัน เวสาลี — ธิดาของท้าวปัชชุนนะชื่อ โกกนทา (เทวธิดาจาตุมหาราชิกา) เข้าเฝ้า
- กล่าวคาถา: “ธรรมที่พระสัมพุทธเจ้าผู้มีปัญญาจักษุตรัสรู้แล้ว หม่อมฉันได้ยินในกาลก่อน บัดนี้รู้ประจักษ์แล้ว” — ผู้ติเตียนธรรมอันประเสริฐย่อมเข้าถึงโรรุวนรกอันร้ายกาจ ส่วนผู้ประกอบด้วยขันติและความสงบ ละร่างมนุษย์แล้วจักยังหมู่เทวดาให้บริบูรณ์
SN 1.40 ทุติยปัชชุนนธีตุสูตร (ข้อ ๑๓๓–๑๓๔) — คาถาของธิดาท้าวปัชชุนนะ (นางจุลลโกกนทา)
- สถานที่: กูฏาคารศาลา ป่ามหาวัน เวสาลี — ธิดาอีกองค์ชื่อ จุลลโกกนทา เข้าเฝ้า
- กล่าวคาถาต่อจากพี่สาว: สรุปคาถาของโกกนทา แล้วว่า “ธรรมเท่าใดที่หม่อมฉันศึกษาแล้วด้วยใจ จักไม่ทำกรรมลามกด้วยกาย วาจา ใจในโลกทั้งปวง ใครละกามแล้ว มีสติสัมปชัญญะ ไม่พึงเสพทุกข์อันไม่ประกอบด้วยประโยชน์”
ความสำคัญ
- สตุลลปกายิกวรรคโดดเด่นด้วยรูปแบบ “สะสมคาถา” — เทวดาองค์ใหม่ทบคาถาเดิมแล้วเติมข้อใหม่ (ชัดใน SN 1.33) แสดงถึงธรรมที่ลุ่มลึกขึ้นเป็นลำดับ
- ธีมหลัก: คุณค่าของสัตบุรุษ ทาน ศรัทธา ความอดทน และการพ้นทุกข์ — สรุปด้วย “ธรรมบท/นิพพานประเสริฐกว่าทาน” (SN 1.33) และ “ฉันทะเป็นมูลทุกข์” (SN 1.34)
- SN 1.35 อุชฌานสัญญีสูตรเป็นสูตรเดียวในวรรคที่เทวดามาเพ่งโทษแทนที่จะมาสรรเสริญ — แสดงพุทธจริยาไม่โกรธตอบ ไม่สอดสวมเวร
- SN 1.38 สกลิกสูตรเป็นเหตุการณ์ประวัติศาสตร์สำคัญ (พระบาทถูกสะเก็ดหิน) ชี้ให้เห็นเวทนากล้าแข็งและสติสัมปชัญญะของพระพุทธเจ้า
- โยงกับ สัตติวรรค, นันทนวรรค, นฬวรรค ในเทวตาสังยุตเดียวกัน