อธิกรณสมถะ (Adhikaraṇasamatha) คือหมวดธรรม 7 ประการที่ใช้ระงับ adhikarana-4 (อธิกรณ์ 4) (ข้อพิพาท/คดีในสงฆ์) ที่เกิดขึ้น เป็นส่วนท้ายสุดของ mahavibhanga (มหาวิภังค์) และสวดปิดท้ายใน patimokkha (ปาฏิโมกข์) ทุกกึ่งเดือน บัญญัติโดย พระพุทธเจ้า

7 วิธีระงับอธิกรณ์

ข้อความเนื้อหลัก (ข้อ 880) ระบุทั้ง 7 วิธีไว้ดังนี้:

๑. สัมมุขาวินัย (sammukhavinaya) — “พึงให้ระเบียบอันพึงทำในที่พร้อมหน้า” ระงับอธิกรณ์ต่อหน้าคู่กรณีและสงฆ์ครบถ้วน

๒. สติวินัย (sativinaya) — “พึงให้ระเบียบที่ยกสติขึ้นเป็นหลัก” ใช้กับภิกษุผู้บริสุทธิ์จริง สงฆ์ให้สติวินัยว่าผู้นั้นมีสติดี ไม่ต้องอาบัติ

๓. อมูฬหวินัย (amūḷhavinaya) — “พึงให้ระเบียบที่ให้แก่ภิกษุผู้หายเป็นบ้าแล้ว” ระงับคดีที่เกิดขณะภิกษุวิกลจริต โดยไม่ต้องรับผิดในสิ่งที่กระทำขณะวิกล

๔. ปฏิญญาตกรณะ (paṭiññātakaraṇa) — “ทำตามสารภาพ” ระงับโดยให้ภิกษุผู้ต้องอาบัติสารภาพรับโทษตามที่บัญญัติ

๕. เยภุยยสิกา (yebhuyyasikā) — “วินิจฉัยอาศัยความเห็นข้างมาก” ระงับอธิกรณ์ที่ตกลงกันไม่ได้ด้วยการลงคะแนนเสียงตามเสียงข้างมากของสงฆ์

๖. ตัสสปาปิยสิกา (tassapāpiyasikā) — “กิริยาที่ลงโทษแก่ผู้ผิด” ใช้เมื่อภิกษุกล่าวเท็จ แกล้งปฏิเสธ สงฆ์ลงโทษพิเศษแก่ผู้นั้น

๗. ติณวัตถารกะ (tiṇavatthāraka) — “ระเบียบดังกลบไว้ด้วยหญ้า” ระงับอธิกรณ์ที่ยืดเยื้อซับซ้อน โดยให้ทั้งสองฝ่ายสารภาพรวมกันแล้วกลบเกลื่อนเรื่องราวไว้เสมือนกลบด้วยหญ้า เพื่อรักษาความสามัคคีสงฆ์

ความสำคัญ

  • อธิกรณสมถะ 7 เป็นกลไกสุดท้ายของ patimokkha (ปาฏิโมกข์) แสดงว่าพระวินัยไม่ได้มีแค่สิกขาบทห้าม แต่มีกระบวนการระงับข้อพิพาทด้วย
  • แต่ละวิธีเหมาะกับประเภทคดีต่างกัน — สัมมุขาวินัยใช้กับทุกอธิกรณ์เป็นเงื่อนไขพื้นฐาน (ต้องพร้อมหน้าเสมอ) ส่วนวิธีอื่นใช้ตามลักษณะของคดี
  • เชื่อมกับ adhikarana-4 (อธิกรณ์ 4) ได้แก่ วิวาทาธิกรณ์ (ทะเลาะวิวาท) อนุวาทาธิกรณ์ (กล่าวโทษกัน) อาปัตตาธิกรณ์ (อาบัติ) กิจจาธิกรณ์ (กิจสงฆ์) — แต่ละประเภทใช้วิธีระงับต่างกัน
  • พระสูตรที่แสดงธรรม 7 ข้อนี้คือ สามคามสูตร (มัชฌิมนิกาย); โยง saraniya-dhamma-6 (สาราณียธรรม 6) ที่ป้องกันวิวาทในสงฆ์