มหามาลุงกยสูตร (มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ สูตรที่ ๖๔ — ละสังโยชน์เบื้องต่ำ 5)
ที่เชตวัน สาวัตถี — พระพุทธเจ้าถามเรื่องโอรัมภาคิยสังโยชน์ 5 พระมาลุงกยบุตรตอบได้แต่ถูกทรงท้วงว่าเข้าใจตื้น
สังโยชน์เป็น “อนุสัย” ที่นอนเนื่องตั้งแต่เด็ก
สังโยชน์ 5 = สักกายทิฏฐิ / วิจิกิจฉา / สีลัพพตปรามาส / กามฉันทะ / พยาบาท
ทรงชี้: แม้เด็กอ่อนนอนหงายที่ยังไม่มีความคิดเรื่อง “กาย/ธรรม/ศีล/กาม/สัตว์” ก็ยังมีอนุสัย (กิเลสที่นอนเนื่อง) ของสังโยชน์เหล่านี้ติดอยู่ — จึงต้องละทั้ง “อนุสัย” ไม่ใช่แค่ตัวที่ปรากฏ (อัญญเดียรถีย์เถียงด้วยข้ออุปมาเด็กนี้ได้ถ้าเข้าใจตื้น)
ปุถุชน vs อริยสาวก
- ปุถุชน — จิตถูกสังโยชน์กลุ้มรุม ไม่รู้อุบายสลัดออก → สังโยชน์มีกำลัง
- อริยสาวก — รู้อุบายสลัดออกตามจริง → ละสังโยชน์พร้อมทั้งอนุสัยได้
ทางละ = ฌาน + วิปัสสนา
ต้องอาศัยมรรคปฏิปทา จึงละสังโยชน์ได้ (อุปมา: จะถากแก่นไม้ต้องผ่านเปลือก-กระพี้ก่อน / คนมีกำลังจึงว่ายข้ามคงคาได้)
วิธี: เข้าฌาน (หรืออรูปฌาน) แล้วพิจารณาขันธ์ 5 ในสมาบัตินั้นว่า ไม่เที่ยง-เป็นทุกข์-เป็นโรค-เป็นลูกศร-เป็นของสูญ-เป็นอนัตตา → น้อมจิตสู่อมตธาตุ (นิพพาน) → สิ้นอาสวะ หรืออย่างน้อยเป็น อนาคามี (โอปปาติกะ)
เจโตวิมุตติ vs ปัญญาวิมุตติ
ทางเดียวกัน แต่ภิกษุบางพวกเป็นเจโตวิมุตติ บางพวกเป็นปัญญาวิมุตติ — ต่างกันที่ความแก่กล้าของอินทรีย์
ความสำคัญ
- แยก สังโยชน์ (ตัวปรากฏ) กับ อนุสัย (รากที่นอนเนื่อง) — ละต้องถึงราก
- ยืนยันรูปแบบ “ฌานเป็นฐาน + วิปัสสนาในขันธ์ → อนาคามี/อรหันต์” (เทียบอัฏฐกนาครสูตร 11 ประตู)
- คู่กับจูฬมาลุงกยสูตร (สูตรที่ 63)