สฬายตนสังยุต — สมุททวรรค (วรรคที่ 3, จตุตถปัณณาสก์)

วรรคที่ 3 ของจตุตถปัณณาสก์ในสฬายตนสังยุต — 10 สูตร เน้นอุปมาหลากหลายอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างอายตนะ ฉันทราคะ และการหลุดพ้น

  • สมุททสูตร 1 (ข้อ ๒๘๕–๒๘๖) — จักษุ = สมุทรของพระอริยะ; กำลังมาจากรูป (อารมณ์); ผู้ข้ามสมุทรได้คือพราหมณ์ (พระอรหันต์); มีคาถาสรุป
  • สมุททสูตร 2 (ข้อ ๒๘๗–๒๘๘) — รูป/อารมณ์น่าปรารถนา = สมุทรของพระอริยะ; โลกจมลงในสังสารเพราะไม่เห็นฝั่ง; มีคาถาสรุป
  • พาลิสิกสูตร (ข้อ ๒๘๙–๒๙๐) — เบ็ด 6 = อารมณ์น่าปรารถนา 6; ผู้หมกมุ่น = กลืนกินเบ็ดของมาร; ผู้ไม่หมกมุ่น = ทำลายเบ็ดมารได้
  • ขีรรุกขสูตร (ข้อ ๒๙๑–๒๙๔) — ยางไม้ = ราคะ โทสะ โมหะ ที่ซึมออกจากอายตนะ; ต้นไม้แห้ง = ผู้ละราคะโทสโมหะได้แล้ว ยางไม่ออก
  • โกฏฐิกสูตร (ข้อ ๒๙๕–๒๙๘) — พระสารีบุตรพระมหาโกฏฐิกะ ที่อิสิปตนมฤคทายวัน พาราณสี:
    • ฉันทราคะเป็นสังโยชน์ ไม่ใช่อายตนะเอง; อุปมาโคดำ-โคขาว-เชือก (เชือก = ฉันทราคะ ไม่ใช่โค); พระพุทธเจ้าทรงใช้อายตนะโดยไม่มีฉันทราคะ
  • กามภูสูตร (ข้อ ๒๙๙) — พระอานนท์–กามภู: หลักเดียวกับโกฏฐิกสูตร
  • อุทายีสูตร (ข้อ ๓๐๐–๓๐๒) — พระอานนท์–พระอุทายี ที่โฆสิตาราม โกสัมพี:
    • วิญญาณเป็นอนัตตา (อาศัยเหตุ→เกิด ดับเหตุ→ดับ); อุปมากล้วยไม่มีแก่น
  • อาทิตตปริยายสูตร (ข้อ ๓๐๓–๓๐๔) — แทงอินทรีย์ 5 ด้วยหลาวเหล็กลุกไฟยังดีกว่าถือนิมิตในอารมณ์ (เพราะจะตกนรก); อริยสาวกใช้อนิจจตาเป็นทางออก
  • หัตถปาทปัพพสูตร 1 (ข้อ ๓๐๕–๓๐๖) — มือ/เท้า/ข้อ/ท้องมี→จับ/เดิน/คู้/หิวได้; จักษุ-ใจมี→สุขทุกข์เกิดขึ้นได้ (ใช้ภาษา “ปรากฏ/ไม่ปรากฏ”)
  • หัตถปาทปัพพสูตร 2 (ข้อ ๓๐๗–๓๐๘) — เหมือนสูตร 9 แต่ใช้ภาษา “มี/ไม่มี” แทน “ปรากฏ/ไม่ปรากฏ”

ความสำคัญ: วรรคนี้ขยายมิติการปฏิบัติ — ชัดเจนที่สุดในโกฏฐิกสูตรที่แยกระหว่างอายตนะ (เป็นกลาง) กับฉันทราคะ (เป็นสังโยชน์ที่ต้องละ) และอาทิตตปริยายสูตรที่เน้นโทษการถือนิมิตในอารมณ์