จูฬสาโรปมสูตร (มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ สูตรที่ ๓๐ — “อุปมาแก่นไม้” ฉบับย่อ)

พระพุทธเจ้า ทรงแสดงที่เชตวัน กรุงสาวัตถี ปรารภคำถามของปิงคลโกจฉะพราหมณ์ ที่ถามว่า ครูเจ้าลัทธิ 6 คน (ปูรณกัสสป, มักขลิโคสาล, อชิตเกสกัมพล, ปกุธกัจจายนะ, สัญชัยเวลัฏฐบุตร, นิครนถ์นาฏบุตร) รู้ยิ่งตามปฏิญญาของตนทุกคนหรือไม่

พระพุทธเจ้าไม่ตอบคำถามนั้น แต่ตรัสว่า “จงงดไว้ เราจักแสดงธรรม” แล้วทรงเปลี่ยนหัวข้อไปที่ เป้าหมายของพรหมจรรย์

พรหมจรรย์เปรียบเหมือนต้นไม้ใหญ่ — 5 ชั้น

  1. กิ่งและใบ — ลาภสักการะ คำสรรเสริญ
  2. สะเก็ด — ศีลสัมปทา
  3. เปลือก — สมาธิสัมปทา
  4. กระพี้ — ญาณทัสสนะ
  5. แก่น ✨ — เจโตวิมุตติอันไม่กำเริบ (ผ่านฌาน 4อรูปฌาน 4สัญญาเวทยิตนิโรธ → สิ้นอาสวะ)

บุคคล 5 จำพวก

พวกได้อาการอุปมา
1ลาภสักการะยินดี ยกตนข่มผู้อื่น ไม่พยายามต่อตัดกิ่งใบ
2ลาภ → ศีลติดศีล ยกตน “เรามีศีล ภิกษุอื่นทุศีล”ถากสะเก็ด
3ลาภ-ศีล → สมาธิติดสมาธิ ยกตน “เรามีจิตตั้งมั่น”ถากเปลือก
4ลาภ-ศีล-สมาธิ → ญาณทัสสนะติดญาณ ยกตน “เรารู้เราเห็น”ถากกระพี้
5ผ่านทั้งหมดโดยไม่ยกตน → ฌาน-อรูป-นิโรธ-สิ้นอาสวะถึงเจโตวิมุตติตัดเอาแก่น

ธรรมที่ “ยิ่งกว่าและประณีตกว่าญาณทัสสนะ” (= แก่น)

ทรงระบุเรียงลำดับ 9 ขั้น:

บทสรุป

“พรหมจรรย์นี้มิใช่มีลาภสักการะเป็นอานิสงส์ มิใช่มีศีลสัมปทาเป็นอานิสงส์ มิใช่มีสมาธิสัมปทาเป็นอานิสงส์ มิใช่มีญาณทัสสนะเป็นอานิสงส์ — พรหมจรรย์นี้มีเจโตวิมุตติอันไม่กำเริบ เป็นประโยชน์ เป็นแก่น เป็นที่สุด

ปิงคลโกจฉะถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะตลอดชีวิต

เทียบกับมหาสาโรปมสูตร (สูตรที่ 29)

มหาฯจูฬฯ
สถานที่คิชฌกูฏ ราชคฤห์เชตวัน สาวัตถี
ปรารภพระเทวทัตปิงคลโกจฉะถามครู 6
ผู้ฟังภิกษุพราหมณ์
ระดับชั้น5 (เหมือนกัน)5 (เหมือนกัน)
คำว่า “แก่น”เจโตวิมุติอันไม่กำเริบ (อสมยวิโมกข์)เจโตวิมุตติอันไม่กำเริบ — ระบุชัดผ่านฌาน-อรูป-นิโรธ
จุดเน้นเตือนผู้ติดลาภ-ฤทธิ์ (เทวทัต)ไม่ตอบเรื่องครูอื่น แต่ชี้แก่น

ความสำคัญ

  • เป็นคำตอบทางอ้อมต่อคำถามว่า “ครูคนอื่นรู้จริงหรือไม่” — พระพุทธเจ้าไม่วิจารณ์ครูอื่น แต่ชี้ว่า เกณฑ์วัด ของพรหมจรรย์คือเจโตวิมุตติอันไม่กำเริบ ไม่ใช่ลาภ ไม่ใช่แม้แต่ญาณทัสสนะ
  • เป็นสูตรที่ 30 — จบโอปัมมวรรคที่ 3 (10/10) ของมัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์

ที่อ้างอิง

มมร เล่ม 18 (มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ โอปัมมวรรค) ข้อ ๓๕๓–๓๖๐ | ม.มู. ๑๒

แหล่งสรุป: แหล่ง-จูฬสาโรปมสูตร