ภิกขุสังยุต (Bhikkhusaṃyutta) เป็นสังยุตที่ 9 และสังยุตสุดท้ายในนิทานวรรค สังยุตตนิกาย มี 12 สูตร บันทึกเรื่องราวและภาษิตของพระพุทธเจ้ากับพระเถระรายองค์ ทั้งการสนทนาระหว่างสาวก การตักเตือน และการสรรเสริญคุณธรรม สถานที่หลักคือเชตวัน กรุงสาวัตถี มีบางสูตรที่เวฬุวัน กรุงราชคฤห์ และมหาวัน กรุงเวสาลี


SN 21.1 โกลิตสูตร (ข้อ ๖๘๖–๖๘๗)

nidana: เชตวัน สาวัตถี / ท่านพระมหาโมคคัลลานะเรียกภิกษุทั้งหลาย

  • พระมหาโมคคัลลานะ (ชื่อเดิม โกลิตะ) เล่าว่าขณะเร้นอยู่ในที่ลับ เกิดความปริวิตกว่า “ดุษณีภาพอันประเสริฐ (ariya-tuṇhī-bhāva) คืออะไร”
  • ทรงพิจารณาได้ว่า การที่ภิกษุเข้าทุติยฌาน — ระงับวิตกวิจาร มีปีติและสุขเกิดแต่สมาธิ จิตผ่องใสในภายใน — นี้คือดุษณีภาพอันประเสริฐ
  • แต่ขณะนั้นสัญญาและมนสิการที่เกิดร่วมกับวิตกยังฟุ้งขึ้น พระพุทธเจ้าเสด็จเข้าหาด้วยฤทธิ์ ตรัสว่า “โมคคัลลานะ อย่าประมาทดุษณีภาพอันประเสริฐ จงตั้งจิตมั่นในทุติยฌาน”
  • สมัยต่อมา พระมหาโมคคัลลานะได้บรรลุทุติยฌานมั่นคง และกล่าวว่าตนเป็น “สาวกผู้อันพระศาสดาทรงอนุเคราะห์ ได้บรรลุความรู้อันยิ่งใหญ่แล้ว”

SN 21.2 อุปติสสสูตร (ข้อ ๖๘๘–๖๙๐)

nidana: เชตวัน สาวัตถี / ท่านพระสารีบุตรเรียกภิกษุทั้งหลาย

  • พระสารีบุตร (ชื่อเดิม อุปติสสะ) เล่าว่าพิจารณาแล้วพบว่า ไม่มีสัตว์หรือสังขารใดในโลกที่หากแปรปรวนแล้วจะทำให้ตนเกิดโสกปริเทวทุกขโทมนัสและอุปายาสได้
  • พระอานนท์ สอบถามว่า “แม้แต่พระศาสดาก็เช่นนั้นหรือ” พระสารีบุตรตอบว่าเช่นนั้น แต่ยังยอมรับว่าถ้าพระศาสดาดำรงอยู่ยาวนาน จักเป็นประโยชน์แก่ชนเป็นอันมาก
  • เหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะพระสารีบุตรถอนอหังการ-มมังการและมานานุสัยได้นานแล้ว ความโศกจึงไม่เกิดแม้เพราะการจากไปของพระศาสดา
  • โยง: อนัตตา, มานานุสัย

SN 21.3 ฆฏสูตร (ข้อ ๖๙๑–๖๙๕)

nidana: เชตวัน สาวัตถี / สารีบุตรและโมคคัลลานะอยู่ในวิหารเดียวกัน

  • เวลาเย็น พระสารีบุตรออกจากที่เร้น เห็นพระมหาโมคคัลลานะ มีอินทรีย์ผ่องใส บอกว่า “ท่านอยู่ด้วยวิหารธรรมอันละเอียดหรือ”
  • โมคคัลลานะตอบว่าอยู่ด้วย “วิหารธรรมอันหยาบ” (คือทิพยจักษุ-ทิพยโสต) และเพิ่งมีธรรมีกถากับพระผู้มีพระภาคด้วยทิพยจักษุ-ทิพยโสตธาตุอันหมดจด — โดยไม่ต้องเดินทางด้วยกาย
  • สาระธรรมีกถา: พระพุทธเจ้าตรัสถึงภิกษุผู้ปรารภความเพียร ว่าต้องตั้งสัตยาธิษฐานว่า “จะเหลือแต่หนัง เอ็น กระดูกก็ตามที เลือดเนื้อจงเหือดแห้ง — ยังไม่บรรลุผลแห่งบุรุษ จะไม่หยุดความเพียร”
  • ปิดท้าย: สารีบุตรและโมคคัลลานะต่างยกย่องกัน — สารีบุตรเปรียบตนเองเหมือน “ก้อนหินเล็กๆ เทียบกับเขาหิมพานต์” เมื่อเทียบกับโมคคัลลานะ; โมคคัลลานะเปรียบตนเองเหมือน “ก้อนเกลือเล็กๆ เทียบกับหม้อเกลือใหญ่” เมื่อเทียบกับสารีบุตร (อุปมาที่เป็นที่มาของชื่อสูตร)

SN 21.4 นวสูตร (ข้อ ๖๙๖–๖๙๙)

nidana: เชตวัน สาวัตถี / ภิกษุหลายรูปกราบทูลพระพุทธเจ้า

  • ภิกษุใหม่รูปหนึ่ง หลังกลับจากบิณฑบาตแล้วนิ่งอยู่เงียบๆ ไม่ช่วยเหลือภิกษุทั้งหลายในเวลาทำจีวร
  • ภิกษุทั้งหลายกราบทูลพระพุทธเจ้า พระองค์ทรงเรียกภิกษุนั้นมา แล้วตรัสแก่ภิกษุทั้งหลายว่า อย่ายกโทษภิกษุนี้ เพราะเธอ “มีปรกติได้ฌาน 4 อันเป็นสุขวิหารธรรมในปัจจุบัน ตามความปรารถนา ไม่ยาก ไม่ลำบาก” และได้บรรลุที่สุดแห่งพรหมจรรย์แล้ว
  • คาถา: “บุคคลปรารภความเพียรอันย่อหย่อน ปรารภความเพียรด้วยกำลังน้อย ไม่พึงบรรลุพระนิพพาน — แต่ภิกษุหนุ่มรูปนี้เป็นอุดมบุรุษ ชำนะมารทั้งพาหนะแล้ว ย่อมทรงไว้ซึ่งอัตภาพมีในที่สุด”

SN 21.5 สุชาตสูตร (ข้อ ๗๐๐–๗๐๒)

nidana: เชตวัน สาวัตถี / พระสุชาตเข้าเฝ้า

  • พระพุทธเจ้าทอดพระเนตรเห็นท่านพระสุชาตมาแต่ไกล ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลายว่า “กุลบุตรนี้งามด้วยสมบัติ 2 อย่าง — มีรูปงาม น่าดู น่าเลื่อมใส ประกอบด้วยผิวพรรณอันงามยิ่งนัก และ บรรลุที่สุดแห่งพรหมจรรย์แล้ว
  • คาถา: “ภิกษุนี้งามด้วยใจอันซื่อตรง เป็นผู้หลุดพ้น เป็นผู้พราก เป็นผู้ดับ เพราะไม่ถือมั่น ชำนะมารพร้อมทั้งพาหนะแล้ว ย่อมทรงไว้ซึ่งอัตภาพมีในที่สุด”

SN 21.6 ภัททิยสูตร (ข้อ ๗๐๓–๗๐๕)

nidana: เชตวัน สาวัตถี / ท่านพระลกุณฏกภัททิยะเข้าเฝ้า

  • พระพุทธเจ้าเห็นพระลกุณฏกภัททิยะมาแต่ไกล ตรัสแก่ภิกษุว่า “พวกเธอเห็นภิกษุโน่นหรือ มีวรรณะไม่งาม ไม่น่าดู เตี้ย เป็นที่ดูแคลน”
  • แล้วตรัสต่อว่า ภิกษุนั้น “มีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมาก สมาบัติที่เธอไม่เคยเข้าก็ได้โดยง่าย และบรรลุที่สุดแห่งพรหมจรรย์แล้ว”
  • คาถา: “สัตว์จำพวกหงส์ นกกะเรียน นกยูง ช้าง เนื้อฟาน ย่อมกลัวราชสีห์ — ความเสมอกันในกายไม่มี ฉันใด ในมนุษย์ก็ฉันนั้น ถ้าคนหนุ่มมีปัญญา ก็ย่อมใหญ่ในมนุษย์ ไม่เหมือนคนพาลที่ถือร่างกายเป็นใหญ่”
  • นัยธรรม: อย่าตัดสินคนที่รูปกาย คุณค่าอยู่ที่ปัญญาและความสำเร็จธรรม

SN 21.7 วิสาขสูตร (ข้อ ๗๐๖–๗๐๘)

nidana: กูฏาคารศาลา ป่ามหาวัน กรุงเวสาลี

  • ท่านพระวิสาขปัญจาลบุตร กำลังแสดงธรรมแก่ภิกษุในอุปัฏฐานศาลา ด้วย “วาจาไพเราะ สละสลวย ปราศจากโทษ นับเนื่องในวาจาที่ให้เข้าใจเนื้อความ ไม่อิงอาศัยวัฏฏะ”
  • พระพุทธเจ้าเสด็จออกจากที่เร้นตอนเย็น เสด็จไปประทับ ตรัสถาม แล้วทรงสรรเสริญพระวิสาขปัญจาลบุตรว่า “ดีแล้ว วิสาขะ”
  • คาถา: “ชนย่อมไม่รู้จักคนที่ไม่พูด ว่าเป็นพาลหรือบัณฑิต แต่รู้จักคนที่พูด ผู้แสดงทางอมฤตอยู่ — บุคคลพึงกล่าวธรรม พึงส่องธรรม พึงประคองธงชัยของฤๅษี ฤๅษีทั้งหลายมีสุภาษิตเป็นธง ธรรมนั่นเองเป็นธงชัยของพวกฤๅษี”

SN 21.8 นันทสูตร (ข้อ ๗๐๙–๗๑๒)

nidana: เชตวัน สาวัตถี / พระนันทะเข้าเฝ้า

  • พระนันทะ บุตรของพระเจ้าแม่น้ำ (น้องชายต่างมารดาของพระพุทธเจ้า) เข้าเฝ้า ห่มจีวรที่ทุบแล้วทุบอีก หยอดนัยน์ตา ถือบาตรมีสีใส
  • พระพุทธเจ้าตรัสว่า สิ่งเหล่านั้นไม่สมควรแก่กุลบุตรผู้ออกบวชด้วยศรัทธา สิ่งที่สมควรคือ “ถืออยู่ป่าเป็นวัตร ถือบิณฑบาตเป็นวัตร ถือผ้าบังสุกุลเป็นวัตร ไม่อาลัยในกามทั้งหลาย”
  • คาถา: “เมื่อไรเราจะได้เห็นนันทะ ถืออยู่ป่าเป็นวัตร ถือผ้าบังสุกุลเป็นวัตร ยังอัตภาพให้เป็นไปด้วยโภชนะที่เจือปนกัน ไม่อาลัยในกามทั้งหลาย”
  • ต่อมาพระนันทะได้ปฏิบัติตามนั้นทุกประการ

SN 21.9 ติสสสูตร (ข้อ ๗๑๓–๗๑๕)

nidana: เชตวัน สาวัตถี / พระติสสะเข้าเฝ้า

  • พระติสสะ ผู้เป็นโอรสพระเจ้าอาของพระพุทธเจ้า เข้าเฝ้าด้วยความทุกข์เสียใจ ร้องไห้ กราบทูลว่า “ภิกษุทั้งหลายกลุ้มรุมเสียดแทงด้วยวาจาดุจประตัก”
  • พระพุทธเจ้าตรัสว่า “เธอว่าคนอื่นข้างเดียว แต่ไม่อดทนต่อถ้อยคำ สิ่งนั้นไม่สมควรแก่กุลบุตรผู้ออกบวชด้วยศรัทธา — สิ่งที่สมควรคือว่าคนอื่นได้และอดทนต่อถ้อยคำได้”
  • คาถา: “เธอโกรธทำไม เธออย่าโกรธ ติสสะ ความไม่โกรธเป็นความประเสริฐของเธอ แท้จริง บุคคลประพฤติพรหมจรรย์เพื่อกำจัดความโกรธ ความถือตัว และความลบหลู่คุณท่าน”
  • โยง: โทสะ, ขันติ

SN 21.10 เถรนามสูตร (ข้อ ๗๑๖–๗๒๑)

nidana: เวฬุวันกลันทกนิวาปสถาน ราชคฤห์ / ภิกษุหลายรูปกราบทูล

  • ภิกษุรูปหนึ่งชื่อว่า “เถระ” มีปกติอยู่ผู้เดียว สรรเสริญการอยู่ผู้เดียว — ไปบิณฑบาตคนเดียว กลับคนเดียว นั่งในที่ลับคนเดียว อธิษฐานจงกรมคนเดียว
  • พระพุทธเจ้าทรงเรียกมาถามแล้วตรัสว่า การอยู่คนเดียวแบบนั้นมีอยู่ แต่จะบริบูรณ์โดยพิสดารกว่าได้อีก
  • การอยู่คนเดียวที่บริบูรณ์ยิ่ง: “สิ่งใดที่ล่วงไปแล้ว สิ่งนั้นละได้แล้ว — สิ่งใดยังไม่มาถึง สิ่งนั้นสละได้แล้ว — ฉันทราคะในอัตภาพที่เป็นปัจจุบันถูกกำจัดแล้วด้วยดี”
  • คาถา: “เราเรียกนรชนผู้ครอบงำขันธ์ อายตนะ ธาตุ และไตรภพทั้งหมดได้ รู้ทุกข์ทุกอย่าง มีปัญญาดี ไม่แปดเปื้อนในธรรมทั้งปวง ละสิ่งทั้งปวงได้ หลุดพ้นในนิพพานเป็นที่สิ้นตัณหา — ว่าเป็นผู้มีปกติอยู่คนเดียว”
  • โยง: ฉันทราคะ, ตัณหา, นิพพาน

SN 21.11 กัปปินสูตร (ข้อ ๗๒๒–๗๒๔)

nidana: เชตวัน สาวัตถี / ท่านพระมหากัปปินะเข้าเฝ้า

  • พระพุทธเจ้าเห็นพระมหากัปปินะมาแต่ไกล ตรัสถามภิกษุว่า “พวกเธอเห็นภิกษุที่กำลังมา เป็นผู้ขาวโปร่ง จมูกโด่ง หรือไม่”
  • ตรัสว่า “ภิกษุนั้น มีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมาก แต่ไม่ได้สมาบัติที่ไม่เคยเข้าง่ายนัก (ต่างจากลกุณฏกภัททิยะ) และบรรลุที่สุดแห่งพรหมจรรย์แล้ว”
  • คาถา: “ในชุมชนที่ยังรังเกียจกันด้วยโคตร กษัตริย์ประเสริฐสุดในเทวดาและมนุษย์ — ผู้สมบูรณ์ด้วยวิชชาและจรณะ ประเสริฐที่สุด — พระอาทิตย์แผดแสงในกลางวัน พระจันทร์ส่องในกลางคืน กษัตริย์ผูกสอดเครื่องรบย่อมมีสง่า พราหมณ์ผู้เพ่งฌานย่อมรุ่งเรือง ส่วนพระพุทธเจ้าย่อมรุ่งโรจน์ด้วยเดชานุภาพตลอดวันและคืนทั้งหมด”

SN 21.12 สหายสูตร (ข้อ ๗๒๕–๗๒๗)

nidana: เชตวัน สาวัตถี / ภิกษุสองสหายเข้าเฝ้า

  • ภิกษุสองรูปผู้เป็นสัทธิวิหาริก (ศิษย์) ของพระมหากัปปินะ เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า
  • พระพุทธเจ้าเห็นทั้งสองมาแต่ไกล ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลายว่า “ภิกษุทั้งสองนั้น มีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมาก ไม่ได้สมาบัติที่ไม่เคยเข้าง่ายนัก และบรรลุที่สุดแห่งพรหมจรรย์แล้ว”
  • คาถา: “ภิกษุเหล่านี้เป็นสหายกัน มีความรู้คู่เคียงกันมาตลอดกาลนาน — สัทธรรมของเธอย่อมเทียบเคียงได้ในธรรมที่พระพุทธเจ้าประกาศแล้ว — เธออันกัปปินะแนะนำดีแล้วในธรรมที่พระอริยเจ้าประกาศแล้ว — เธอทั้งสองชำนะมารพร้อมทั้งพาหนะแล้ว ย่อมทรงไว้ซึ่งอัตภาพมีในที่สุด”

ความสำคัญ / โยง


จบนิทานวรรค (สังยุตตนิกาย เล่ม 2) — 9 สังยุต (SN 12–21): nidana-samyutta (นิทานสังยุต), abhisamaya-samyutta-page (อภิสมยสังยุต), dhatu-samyutta (ธาตุสังยุต), anamatagga-samyutta (อนมตัคคสังยุต), kassapa-samyutta-page (กัสสปสังยุต), labhasakkara-samyutta (ลาภสักการสังยุต), rahula-samyutta-page (ราหุลสังยุต), lakkhana-samyutta-page (ลักขณสังยุต), opamma-samyutta-page (โอปมสังยุต)