ทุติยวรรค เป็นวรรคที่สองและวรรคสุดท้ายของพรหมสังยุต (Brahmasaṃyutta) ในสคาถวรรค สังยุตตนิกาย ประกอบด้วย 5 สูตร (SN 6.11–6.15) ปิดท้ายพรหมสังยุตทั้งหมด สูตรในวรรคนี้มีลักษณะหลากหลาย ตั้งแต่คาถาว่าด้วยโคตรและวิชชา-จรณะ การตำหนิลาภสักการะที่ทำลายคนชั่ว ไปจนถึงตัวอย่างพระอภิภูสาวกแสดงฤทธิ์ในพรหมโลก และสูตรสุดท้ายบันทึกเหตุการณ์พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จปรินิพพาน พร้อมคาถาของพรหม เทพ และพระสาวกสำคัญ


SN 6.11 สนังกุมารสูตร (ข้อ ๖๐๖–๖๐๘) — กษัตริย์ประเสริฐในหมู่โคตร ผู้ถึงพร้อมวิชชา-จรณะประเสริฐกว่า

สถานที่: ฝั่งแม่น้ำสัปปีนี กรุงราชคฤห์

  • สนังกุมารพรหม เมื่อราตรีปฐมยาล่วงไปแล้ว มีรัศมีงดงาม ยังฝั่งแม่น้ำสัปปีนีให้สว่าง เข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วกล่าวคาถาว่า:
    • “กษัตริย์เป็นผู้ประเสริฐที่สุดในหมู่ชนผู้รังเกียจด้วยโคตร แต่ท่านผู้ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะเป็นผู้ประเสริฐที่สุดในเทวดาและมนุษย์”
  • พระศาสดาทรงพอพระทัย สนังกุมารพรหมทราบแล้วถวายอภิวาท ทำประทักษิณ และอันตรธานไป

SN 6.12 เทวทัตตสูตร (ข้อ ๖๐๙–๖๑๐) — ลาภสักการะฆ่าคนชั่ว

สถานที่: ภูเขาคิชฌกูฏ กรุงราชคฤห์ — ไม่นานหลังพระเทวทัตหลีกไปแล้ว

  • ท้าวสหัมบดีพรหม เข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า กล่าวคาถาปรารภพระเทวทัตว่า:
    • “ผลกล้วยย่อมฆ่าต้นกล้วย ขุยไผ่ย่อมฆ่าต้นไผ่ ขุยอ้อย่อมฆ่าต้นอ้อ สักการะย่อมฆ่าบุรุษชั่ว เหมือนลูกในท้องฆ่าแม่ม้าอัสดร ฉะนั้น”
  • สูตรนี้กล่าวถึงโทษของลาภและสักการะที่เป็นภัยแก่ผู้ทุศีล

SN 6.13 อันธกวินทสูตร (ข้อ ๖๑๑–๖๑๒) — สรรเสริญการอยู่ป่าและความเพียร

สถานที่: อันธกวินทคาม แคว้นมคธ — พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่งกลางแจ้งในราตรีเดือนมืด ฝนตกประปราย

  • ท้าวสหัมบดีพรหม เข้าเฝ้าแล้วกล่าวคาถาสรรเสริญการปฏิบัติในเสนาสนะสงัด:
    • ภิกษุพึงเสพที่นอนที่นั่งอันสงัด ประพฤติเพื่อความหลุดพ้นจากสัญโญชน์ ถ้าไม่ได้ความยินดีในที่นั้น ก็พึงมีสติ คุ้มครองอินทรีย์ อยู่ในหมู่ภิกษุผู้เที่ยวบิณฑบาต
    • กล่าวถึงภิกษุผู้พ้นแล้วจากภัย น้อมไปในธรรมไม่มีภัย นั่งอยู่ในที่มีสัตว์เลื้อยคลาน สายฟ้าฉวัดเฉวียน ฝนตกในราตรีมืด โดยไม่กลัว
    • กล่าวถึงพระขีณาสพผู้ละความตายพันองค์ พระเสขะมากกว่าห้าร้อย และพระเสขะสิบและร้อย ทั้งหมดถึงกระแสมรรค ไม่ไปสู่กำเนิดดิรัจฉาน ส่วนสัตว์นอกนี้มีส่วนบุญเพราะกลัวมุสาวาท

SN 6.14 อรุณวตีสูตร (ข้อ ๖๑๓–๖๑๙) — พระสิขีพุทธเจ้าและอภิภูสาวกแสดงธรรมในพรหมโลก

สถานที่: เชตวันวิหาร กรุงสาวัตถี — ทรงเล่าเรื่องอดีต

  • พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเล่าว่า: ในอดีต มีพระราชาพระนามว่าอรุณวา ราชธานีชื่ออรุณวตี พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่าสิขีทรงอาศัยอยู่ที่นั่น มีคู่พระสาวกชื่อพระอภิภูและพระสัมภวะเป็นพระสาวกผู้เจริญเลิศ
  • พระสิขีพุทธเจ้าตรัสเรียกพระอภิภูไปพรหมโลก ทั้งสองอันตรธานปรากฏในพรหมโลก เหมือนบุรุษเหยียดแขนที่งอออกไป
  • พระอภิภูแสดงธรรมแก่พรหม พรหมบริษัท และพรหมปาริสัชชะ พรหมทั้งหลายติเตียนว่าทำไมพระสาวกแสดงธรรมเมื่อพระศาสดาประทับอยู่เฉพาะหน้า
  • พระสิขีพุทธเจ้าให้พระอภิภูทำพรหมสลดใจ พระอภิภูจึงแสดงอิทธิฤทธิ์: มีกายปรากฏบ้าง ไม่ปรากฏบ้าง ปรากฏกึ่งหนึ่งบ้าง จนพรหมเกิดจิตพิศวง
  • พระอภิภูดำรงอยู่ในพรหมโลก กล่าวคาถาว่า: “จงริเริ่ม จงก้าวหน้า จงประกอบความเพียรในพระพุทธศาสนา จงกำจัดเสนาแห่งมัจจุเหมือนช้างกำจัดเรือนไม้อ้อ ผู้ไม่ประมาทในพระธรรมวินัยนี้จักละสงสารคือชาติ กระทำที่สุดแห่งทุกข์”
  • ภิกษุในอรุณวตีราชธานีได้ยินคาถานั้น พระสิขีพุทธเจ้าตรัสสาธุการ — สูตรนี้แสดงฤทธิ์ของพระสาวกที่สามารถให้เสียงดังไปถึงหมื่นโลกธาตุ

SN 6.15 ปรินิพพานสูตร (ข้อ ๖๒๐–๖๒๕) — ปรินิพพานที่กุสินารา คาถาของพรหม สักกะ อานนท์ อนุรุทธะ

สถานที่: สาลวัน แห่งมัลกษัตริย์ กรุงกุสินารา — ระหว่างสาลพฤกษ์ทั้งคู่ ในสมัยจะเสด็จปรินิพพาน

  • [๖๒๐] ทรงตรัสพระวาจาครั้งสุดท้ายแก่ภิกษุทั้งหลายว่า: “สังขารทั้งหลายมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา เธอทั้งหลายจงยังกิจทั้งปวงให้ถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาทเถิด”
  • [๖๒๑] ทรงเข้าสมาบัติตามลำดับ ปฐมฌาน → จตุตถฌาน → อรูปฌาน 4 ขึ้น → สัญญาเวทยิตนิโรธ → ลงตามลำดับ → จตุตถฌาน แล้วเสด็จปรินิพพานในลำดับนั้น
  • [๖๒๒] ท้าวสหัมบดีพรหมกล่าวคาถา: “สัตว์ทุกหมู่เหล่าจักทอดทิ้งร่างกายไว้ในโลก พระตถาคตผู้ศาสดา ผู้หาบุคคลเปรียบมิได้ในโลก ถึงแล้วซึ่งกำลังพระญาณเป็นพระสัมพุทธะเช่นนี้ ยังปรินิพพานแล้ว”
  • [๖๒๓] ท้าวสักกะผู้เป็นใหญ่ของทวยเทพกล่าวคาถา: “สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงหนอ มีความเกิดขึ้นและเสื่อมไปเป็นธรรมดา เกิดขึ้นแล้วย่อมดับไป ความเข้าไปสงบสังขารเหล่านั้นเป็นสุข”
  • [๖๒๔] ท่านพระอานนท์กล่าวคาถา: “เมื่อพระสัมพุทธเจ้าผู้ประกอบด้วยอาการอันประเสริฐทั้งปวงปรินิพพานแล้ว ความสยดสยองและความชูชันแห่งขนได้มีแล้วในกาลนั้น”
  • [๖๒๕] ท่านพระอนุรุทธะกล่าวคาถา: “ลมอัสสาสปัสสาสะมิได้มีแล้วแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้มีจิตตั้งมั่น มีจักษุไม่ทรงหวั่นไหว ทรงปรารถนาสันติ ปรินิพพานแล้ว — ความพ้นแห่งจิตได้มีแล้ว เหมือนความดับแห่งประทีป ฉะนั้น”

ความสำคัญ / โยง