ขันธสังยุต (Khandhasaṃyutta) เป็นสังยุตแรกในขันธวารวรรค (เล่มที่ 3 แห่งสังยุตตนิกาย) ว่าด้วยขันธ์ 5 (รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ) โดยเฉพาะความไม่ควรยึดถือขันธ์ว่าเป็นตน ความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตาของขันธ์ และวิธีปฏิบัติเพื่อหลุดพ้น นกุลปิตุวรรค เป็นวรรคที่ 1 ของมูลปัณณาสก์ ประกอบด้วย 11 สูตร (ข้อ 1–38)
SN 22.1 นกุลปิตุสูตร (ข้อ ๑–๕) — กายป่วย ใจไม่ป่วย
nidana: เภสกฬาวัน (Bhesakaḷāvana) สถานที่ให้อภัยแก่หมู่มฤค ใกล้เมืองสุงสุมารคิระ (Suṃsumāragira) ในภัคคชนบท (Bhagga)
นกุลปิตุคฤหบดี ผู้แก่ชราเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า กราบทูลว่ากายกระสับกระส่าย เจ็บป่วยเนืองๆ ทรงตรัสสอนว่า “กายนี้กระสับกระส่าย เป็นดังฟองไข่ อันหนังหุ้มไว้ ท่านพึงศึกษว่า เมื่อเรามีกายกระสับกระส่ายอยู่ จิตของเราจักไม่กระสับกระส่าย”
จากนั้นพระสารีบุตรขยายความเพิ่มเติม แยกสองกรณี:
- กายป่วย–ใจป่วยด้วย (ปุถุชน): ย่อมเห็นรูปโดยความเป็นตน เห็นตนมีรูป เห็นรูปในตน เห็นตนในรูป ตั้งอยู่ด้วยความยึดมั่นว่า “เราเป็นรูป รูปของเรา” (และเช่นเดียวกันในเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ) — นี้คือสักกายทิฏฐิ 20 ประการ เมื่อขันธ์แปรปรวน โสกะ ปริเทวะ ทุกข์โทมนัสอุปายาสจึงเกิดขึ้น
- กายป่วย–ใจไม่ป่วย (อริยสาวก): ย่อมไม่เห็นรูปโดยความเป็นตน ฯลฯ ไม่ตั้งอยู่ด้วยความยึดมั่น — เมื่อขันธ์แปรปรวน โสกะ ปริเทวะ ทุกข์โทมนัสอุปายาสจึงไม่เกิดขึ้น
ความสำคัญ: แสดงหลักปฏิบัติสำหรับผู้ป่วยชราในทางธรรม — ปัญหาอยู่ที่ใจยึด ไม่ใช่ที่กายป่วย โยงsakkayaditthi (สักกายทิฏฐิ)และkhandha-5 (ขันธ์ 5)โดยตรง
SN 22.2 เทวทหสูตร (ข้อ ๖–๑๐) — ละฉันทราคะในขันธ์ 5
nidana: นิคมเทวทหะ (Devadaha) ของศากยะในสักกชนบท (Sakka)
ภิกษุหลายรูปจะเดินทางไปปัจฉาภูมชนบท ทรงให้ไปลาพระสารีบุตรก่อน (“สารีบุตรเป็นบัณฑิต อนุเคราะห์เพื่อนสพรหมจารี”) พระสารีบุตรสอนให้พยากรณ์ว่า “พระศาสดาตรัสสอนให้กำจัดฉันทราคะในรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ”:
- โทษ: เมื่อมีความกำหนัดพอใจรักกระหายในขันธ์ยังไม่ปราศจาก โสกะ ปริเทวะ ทุกข์เกิดขึ้นเมื่อขันธ์แปรปรวน
- อานิสงส์: เมื่อความกำหนัดปราศจาก โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ไม่เกิด
- เพิ่มเติม (ข้อ 9–10): อกุศลธรรมนำทุกข์ในปัจจุบัน–ทุคติ / กุศลธรรมนำสุขในปัจจุบัน–สุคติ
SN 22.3 หลิททิกานิสูตรที่ 1 (ข้อ ๑๑–๒๔) — ลักษณะมุนี
nidana: ภูเขาชันข้างหนึ่ง ใกล้กุรรฆรนคร (Kuraraghara) แคว้นอวันตี (Avantī) — ปรากฏพระมหากัจจานะเป็นผู้แสดง ไม่มีพระพุทธเจ้า
หลิททิกานิคหบดีถามพระมหากัจจานะให้ขยายพุทธพจน์จากมาคัณฑิยปัญหา (อัฏฐกวรรค) ที่ว่า “มุนีละที่อยู่แล้ว ไม่มีที่พักเที่ยวไป ไม่ทำความสนิทสนมในบ้าน เป็นผู้ว่างจากกาม ไม่มุ่งกาลข้างหน้า ไม่แก่งแย่งกับชนอื่น”
พระมหากัจจานะขยายทีละบท (ข้อ 12–24):
- มีที่อยู่/ไม่มีที่อยู่: มุนีที่วิญญาณพัวพันด้วยราคะในรูปธาตุ เวทนา สัญญา สังขาร (วิญญาณธาตุ) = มีที่อยู่อาศัยเที่ยวไป; พระตถาคตละความพอใจกำหนัดเพลิดเพลินทะยานอยากในขันธ์เหล่านั้นหมดสิ้นแล้ว = ไม่มีที่อยู่อาศัย
- มีที่พัก/ไม่มีที่พัก: ซ่านพัวพันในรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะธรรมารมณ์อันเป็นนิมิตและที่พัก = มีที่พัก; พระตถาคตละหมดแล้ว = ไม่มีที่พัก
- สนิทสนมในบ้าน/ไม่สนิทสนม: พลอยสุขทุกข์กับคฤหัสถ์ ขวนขวายในกิจของคฤหัสถ์ = สนิทสนม; ไม่พลอยสุขทุกข์ = ไม่สนิทสนม
- ว่างจากกาม/ไม่ว่าง, มุ่งกาลข้างหน้า/ไม่มุ่ง, แก่งแย่ง/ไม่แก่งแย่ง: ขยายตามนัยเดียวกัน
SN 22.4 หลิททิกานิสูตรที่ 2 (ข้อ ๒๕–๒๖) — ผู้สำเร็จล่วงส่วน
nidana: ภูเขาชันข้างหนึ่ง ใกล้กุรรฆรนคร แคว้นอวันตี — พระมหากัจจานะแสดง
หลิททิกานิคหบดีถามให้ขยายพุทธพจน์จากสักกปัญหาว่า “สมณพราหมณ์ที่หลุดพ้นเพราะความสิ้นตัณหา เป็นผู้สำเร็จล่วงส่วน มีความเกษมจากโยคธรรมล่วงส่วน เป็นพรหมจารีบุคคลล่วงส่วน มีที่สุดล่วงส่วน ประเสริฐสุดกว่าเทวดาและมนุษย์”
พระมหากัจจานะขยาย: ความพอใจ กำหนัด เพลิดเพลิน ทะยานอยาก เข้าถึง ยึดมั่น อันเป็นที่ตั้งที่อยู่อาศัยแห่งจิต ในรูปธาตุ เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณธาตุ — จิตพ้นดีแล้วเพราะความสิ้น คลายกำหนัด ดับ สละ สละคืนซึ่งสิ่งเหล่านั้น
SN 22.5 สมาธิสูตร (ข้อ ๒๗–๒๙) — สมาธิเหตุเกิดปัญญา
nidana: พระเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกเศรษฐี กรุงสาวัตถี
ทรงสอน: “เธอทั้งหลายจงเจริญสมาธิ ภิกษุมีจิตตั้งมั่นแล้ว ย่อมรู้ชัดตามเป็นจริง” — รู้ชัดซึ่งความเกิดและความดับแห่งขันธ์ 5:
- ความเกิดแห่งขันธ์: บุคคลเพลิดเพลินพร่ำถึงดื่มด่ำในรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ → ความยินดีเกิด → อุปาทาน → ภพ → ชาติ → ชรามรณะโสกะปริเทวะทุกข์โทมนัสอุปายาส (โยงpaticcasamuppada (ปฏิจจสมุปบาท))
- ความดับแห่งขันธ์: ภิกษุไม่เพลิดเพลินพร่ำถึงดื่มด่ำ → ความยินดีดับ → อุปาทานดับ → ภพดับ ฯลฯ → กองทุกข์ดับ
SN 22.6 ปฏิสัลลานสูตร (ข้อ ๓๐–๓๑) — หลีกเร้นเหตุเกิดปัญญา
nidana: กรุงสาวัตถี (เชตวัน ตามสำนวนย่อ “กรุงสาวัตถี ณ ที่นั้นแล ฯลฯ”)
ทรงสอน: “เธอทั้งหลายจงประกอบความเพียรในการหลีกออกเร้น ภิกษุผู้หลีกออกเร้น ย่อมรู้ชัดตามเป็นจริง” — รู้ชัดซึ่งความเกิดและความดับแห่งขันธ์ 5 (เนื้อหาเหมือนสมาธิสูตร ข้อ 28–29)
SN 22.7 อุปาทานปริตัสสนาสูตรที่ 1 (ข้อ ๓๑–๓๓) — ความสะดุ้งเพราะถือมั่น
nidana: กรุงสาวัตถี
ทรงแสดง “ความสะดุ้งเพราะความถือมั่น และความไม่สะดุ้งเพราะความไม่ถือมั่น”:
- สะดุ้ง (ปุถุชน): ย่อมเห็นรูปโดยความเป็นตน (4 แบบ) ในรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ — เมื่อขันธ์แปรปรวน วิญญาณหมุนเวียนตาม ความสะดุ้งครอบงำจิต → หวาดเสียว ลำบากใจ ห่วงใย สะดุ้ง เพราะถือมั่น
- ไม่สะดุ้ง (อริยสาวก): ย่อมไม่เห็นรูปโดยความเป็นตน — เมื่อขันธ์แปรปรวน วิญญาณไม่หมุนเวียนตาม ความสะดุ้งไม่ครอบงำจิต → ไม่หวาดเสียว ไม่ลำบากใจ ไม่ห่วงใย ไม่สะดุ้ง
SN 22.8 อุปาทานปริตัสสนาสูตรที่ 2 (ข้อ ๓๔–๓๕) — ความสะดุ้ง (นัยตัณหา-มานะ-ทิฏฐิ)
nidana: กรุงสาวัตถี
แสดงความสะดุ้ง/ไม่สะดุ้งอีกนัยหนึ่ง:
- สะดุ้ง (ปุถุชน): ตามเห็นรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณว่า “นั่นของเรา เราเป็นนั่น นั่นเป็นตัวตนของเรา” — เมื่อขันธ์แปรปรวน โสกะปริเทวะทุกข์โทมนัสอุปายาสเกิดขึ้น
- ไม่สะดุ้ง (อริยสาวก): พิจารณาเห็นว่า “นั่นไม่ใช่ของเรา เราไม่เป็นนั่น นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา” — เมื่อขันธ์แปรปรวน โสกะฯ ไม่เกิดขึ้น
(อรรถกถาว่า: สูตรที่ 7 แสดงด้วยอำนาจสักกายทิฏฐิ, สูตรที่ 8 แสดงด้วยอำนาจตัณหา มานะ และทิฏฐิ)
SN 22.9 อตีตานาคตปัจจุปันนสูตรที่ 1 (ข้อ ๓๖) — ขันธ์ 5 ไม่เที่ยงในสามกาล
nidana: กรุงสาวัตถี
ทรงแสดง: “รูปที่เป็นอดีต รูปที่เป็นอนาคต ไม่เที่ยง จักกล่าวถึงรูปที่เป็นปัจจุบันไปไยเล่า” — เช่นเดียวกันในเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ อริยสาวกผู้ได้สดับ เห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมไม่อาลัยในขันธ์อดีต ไม่เพลิดเพลินขันธ์อนาคต ปฏิบัติเพื่อความเบื่อหน่าย คลายกำหนัด ความดับขันธ์ปัจจุบัน
SN 22.10 อตีตานาคตปัจจุปันนสูตรที่ 2 (ข้อ ๓๗) — ขันธ์ 5 เป็นทุกข์ในสามกาล
nidana: กรุงสาวัตถี
โครงสร้างเหมือนสูตรที่ 9 แต่เปลี่ยนลักษณะจาก ไม่เที่ยง (anicca) เป็น เป็นทุกข์ (dukkha): “รูปที่เป็นอดีต รูปที่เป็นอนาคต เป็นทุกข์ จักกล่าวถึงรูปที่เป็นปัจจุบันไปไยเล่า”
SN 22.11 อตีตานาคตปัจจุปันนสูตรที่ 3 (ข้อ ๓๘) — ขันธ์ 5 เป็นอนัตตาในสามกาล
nidana: กรุงสาวัตถี
โครงสร้างเหมือนสูตรที่ 9 แต่เปลี่ยนลักษณะเป็น เป็นอนัตตา (anattā): “รูปที่เป็นอดีต รูปที่เป็นอนาคต เป็นอนัตตา จักกล่าวถึงรูปที่เป็นปัจจุบันไปไยเล่า”
สูตรที่ 9–11 เป็นชุดแสดงไตรลักษณ์ (anicca–dukkha–anattā) ของkhandha-5 (ขันธ์ 5) ครบทั้งสามกาล อดีต–อนาคต–ปัจจุบัน เน้นว่าแม้ขันธ์ที่เป็นปัจจุบัน (ซึ่งโดยทั่วไปปุถุชนยึดถือมากที่สุด) ก็ยังไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา
โยง
- khandha-5 (ขันธ์ 5) — แกนหลักของทั้งวรรค
- sakkayaditthi (สักกายทิฏฐิ) — การยึดขันธ์ว่าเป็นตน 20 ประการ (สูตรที่ 1, 7)
- sariputta (พระสารีบุตร) — ขยายธรรมในสูตรที่ 1 และ 2
- mahakaccana (พระมหากัจจานะ) — ขยายธรรมในสูตรที่ 3 และ 4 ที่แคว้นอวันตี
- paticcasamuppada (ปฏิจจสมุปบาท) — ปรากฏในสมาธิสูตร ว่าด้วยความเกิด-ดับขันธ์
- tilakkhana (ไตรลักษณ์) — สูตรที่ 9–11 แสดงไตรลักษณ์ครบทั้งสามกาล