ราธสังยุต (Rādhasaṃyutta) เป็นกลุ่มสูตรที่พระราธะเป็นผู้ทูลถามพระพุทธเจ้าเกี่ยวกับขันธ์ 5 ในแง่มุมต่างๆ — มาร / สัตว์ / ภวเนตติ / ปริญญา / สมณพราหมณ์แท้ / โสดาบัน / อรหันต์ / การละฉันทราคะ ทุกสูตรเทศนาที่สาวัตถี ปฐมวรรคนี้มี 10 สูตร (ข้อ ๓๖๖–๓๗๖)
SN 23.1 มารสูตร (ข้อ ๓๖๖) — ว่าด้วยขันธมาร
- nidana: กรุงสาวัตถี พระราธะเข้าเฝ้าทูลถาม
- พระราธะทูลถาม: “ที่เรียกว่า มาร ด้วยเหตุมีประมาณเท่าไรหนอจึงเรียกว่ามาร?”
- ทรงตอบ: เมื่อรูปมีอยู่ มาร (ความตาย) จึงมี ผู้ทำให้ตายจึงมี ผู้ตายจึงมี — พึงพิจารณาเห็นรูปว่าเป็นมาร เป็นผู้ทำให้ตาย เป็นโรค เป็นหัวฝี เป็นลูกศร เป็นความทุกข์ เป็นตัวทุกข์ (ครบทั้งขันธ์ 5)
- ลำดับประโยชน์: เห็นชอบ → เบื่อหน่าย → คลายกำหนัด → หลุดพ้น → นิพพาน
- เมื่อทรงถูกทูลถามว่า “นิพพานมีประโยชน์อย่างไร?” ตรัสว่า “เธอถามเลยปัญหาไปแล้ว อันพรหมจรรย์เป็นคุณชาติหยั่งลงสู่นิพพาน มีนิพพานเป็นที่สุด”
SN 23.2 สัตตสูตร (ข้อ ๓๖๗) — ว่าด้วยเหตุที่เรียกว่าสัตว์
- nidana: พระเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกเศรษฐี สาวัตถี
- พระราธะทูลถาม: “ที่เรียกว่า สัตว์ ด้วยเหตุมีประมาณเท่าไรจึงเรียกว่าสัตว์?”
- ทรงตอบ: เพราะมีความพอใจ ความกำหนัด ความเพลิดเพลิน ความทะยานอยากในรูป เป็นผู้ข้องในรูป เป็นผู้เกี่ยวข้องในรูปนั้น จึงเรียกว่า “สัตว์” (ครบขันธ์ 5)
- อุปมาเรือนฝุ่น: เด็กที่ยังมีความกำหนัด ความพอใจ ความรัก ความระหาย ความทะยานอยากในเรือนดินที่ตนเล่นอยู่ ย่อมอาลัย อยากเล่น หวงแหน ยึดถือเรือนฝุ่นนั้น — แต่เมื่อใดปราศจากสิ่งเหล่านี้แล้ว ย่อมรื้อ ทำลาย กำจัด ทำให้เล่นไม่ได้
- ทรงสรุป: “แม้เธอทั้งหลายก็จงรื้อ จงทำลาย จงกำจัด จงทำรูป-เวทนา-สัญญา-สังขาร-วิญญาณให้เป็นของเล่นไม่ได้ จงปฏิบัติเพื่อความสิ้นไปแห่งตัณหา เพราะว่าความสิ้นไปแห่งตัณหาเป็นนิพพาน”
SN 23.3 ภวเนตติสูตร (ข้อ ๓๖๘) — ว่าด้วยกิเลสที่นำไปสู่ภพ
- nidana: กรุงสาวัตถี
- พระราธะทูลถาม: “กิเลสเครื่องนำสัตว์ไปสู่ภพ (ภวเนตติ) เป็นไฉน?”
- ทรงตอบ: ความพอใจ ความกำหนัด ความเพลิน ความทะยานอยาก ความเข้าถึง ความยึดมั่น อันเป็นที่ตั้ง เป็นที่ยึดมั่น เป็นอนุสัยแห่งจิตในรูป (ครบขันธ์ 5) นี้คือภวเนตติ
- เพราะความดับสนิทแห่งกิเลสเหล่านั้น เป็น “ธรรมเป็นที่ดับสนิทแห่งภวเนตติ”
- (อรรถกถาอธิบายว่า ภวเนตฺติ = ตัณหาเพียงดังเชือกผูกสัตว์ไว้ในภพ)
SN 23.4 ปริญเญยยสูตร (ข้อ ๓๖๙) — ว่าด้วยธรรมที่ควรกำหนดรู้
- nidana: กรุงสาวัตถี
- ทรงแสดงชุดคำ 4 คำ:
- ปริญเญยยธรรม (ธรรมควรกำหนดรู้) = ขันธ์ 5 (รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ)
- ปริญญา (ความกำหนดรู้) = ความสิ้นราคะ สิ้นโทสะ สิ้นโมหะ
- ปริญญาตาวีบุคคล (ผู้กำหนดรู้แล้ว) = พระอรหันต์
- ความสำคัญ: กำหนดรู้ขันธ์ 5 จนสิ้นราคะ-โทสะ-โมหะ = บรรลุอรหัตผล
SN 23.5 ปฐมสมณพราหมณสูตร (ข้อ ๓๗๐–๓๗๑) — ว่าด้วยผู้ควรยกย่องว่าเป็นสมณพราหมณ์ (นัยที่ 1)
- nidana: กรุงสาวัตถี
- ทรงแสดงอุปาทานขันธ์ 5 เป็นหัวข้อ
- สมณ-พราหมณ์ที่ไม่รู้ชัดซึ่งคุณ โทษ และธรรมเป็นเครื่องสลัดออก (นิสสรณะ) แห่งอุปาทานขันธ์ 5 ตามจริง → ไม่ได้รับยกย่องว่าเป็นสมณะ/พราหมณ์แท้ และไม่อาจทำให้แจ้งอรหัตตผลในปัจจุบัน (ข้อ ๓๗๐)
- สมณ-พราหมณ์ที่รู้ชัด → ได้รับยกย่อง และทำให้แจ้งอรหัตตผลในปัจจุบันได้ (ข้อ ๓๗๑)
SN 23.6 ทุติยสมณพราหมณสูตร (ข้อ ๓๗๒) — ว่าด้วยผู้ควรยกย่องว่าเป็นสมณพราหมณ์ (นัยที่ 2)
- nidana: กรุงสาวัตถี
- เนื้อหาคู่ขนานกับ SN 23.5 แต่เพิ่มหัวข้อ: “ไม่รู้ชัดเหตุเกิด ความดับ คุณ โทษ และอุบายเป็นเครื่องสลัดออก” (เทียบ SN 23.5 ที่ใช้ “คุณ โทษ และธรรมเป็นเครื่องสลัดออก” เท่านั้น)
- บทสรุปเหมือนกัน: รู้ชัด → สมณ-พราหมณ์แท้ + บรรลุอรหัตตผล ได้
SN 23.7 โสตาปันนสูตร (ข้อ ๓๗๓) — ว่าด้วยเหตุให้สำเร็จเป็นพระโสดาบัน
- nidana: กรุงสาวัตถี
- ทรงแสดง: เมื่ออริยสาวกรู้ชัดเหตุเกิด ความดับ คุณ โทษ และอุบายเป็นเครื่องสลัดออกแห่งอุปาทานขันธ์ 5 ตามความเป็นจริง — อริยสาวกนั้นเรียกว่า “โสดาบัน ผู้มีความไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยงที่จะตรัสรู้เป็นเบื้องหน้า”
- โยง: อริยบุคคล 4
SN 23.8 อรหันตสูตร (ข้อ ๓๗๔) — ว่าด้วยเหตุให้สำเร็จเป็นพระอรหันต์
- nidana: กรุงสาวัตถี
- ทรงแสดง: เมื่อภิกษุรู้ชัดเหตุเกิด ความดับ คุณ โทษ และอุบายเป็นเครื่องสลัดออกแห่งอุปาทานขันธ์ 5 ตามความเป็นจริงแล้ว “ย่อมเป็นผู้หลุดพ้น เมื่อไม่ถือมั่น”
- ทรงพรรณนาพระอรหันต์ว่า: เป็นอรหันตขีณาสพ อยู่จบพรหมจรรย์ ทำกิจที่ควรทำเสร็จแล้ว ปลงภาระลงแล้ว บรรลุประโยชน์ตนโดยลำดับแล้ว หมดสิ้นกิเลสเครื่องประกอบสัตว์ไว้ในภพ หลุดพ้นแล้วเพราะรู้โดยชอบ
- คู่กับ SN 23.7: โสดาบัน = รู้ชัด / อรหันต์ = รู้ชัดแล้วหลุดพ้นเพราะไม่ถือมั่น
SN 23.9 ปฐมฉันทราคสูตร (ข้อ ๓๗๕) — ว่าด้วยการละฉันทราคะในขันธ์ 5 (นัยที่ 1)
- nidana: กรุงสาวัตถี
- ทรงสั่งสอน: “จงละความพอใจ ความกำหนัด ความเพลิน ความทะยานอยากในรูปเสีย ด้วยอาการอย่างนี้ รูปนั้นจักเป็นอันเธอละได้แล้ว ตัดรากขาดแล้ว ทำให้เป็นเหมือนตาลยอดด้วน ทำไม่ให้มี ไม่ให้เกิดอีกต่อไปเป็นธรรมดา” (ครบขันธ์ 5)
SN 23.10 ทุติยฉันทราคสูตร (ข้อ ๓๗๖) — ว่าด้วยการละฉันทราคะในขันธ์ 5 (นัยที่ 2)
- nidana: กรุงสาวัตถี
- เนื้อหาคู่ขนานกับ SN 23.9 แต่เพิ่มรายละเอียด: “จงละความพอใจ ความกำหนัด ความเพลิน ความทะยานอยาก ความเข้าถึง ความยึดมั่น อันเป็นที่ตั้ง ที่อยู่ ที่อาศัยแห่งจิตในรูปเสีย…” (ครบขันธ์ 5)
- SN 23.9 = สั้น (ฉันท-ราค-นันทิ-ตัณหา) / SN 23.10 = ขยายเพิ่ม (ฉันท-ราค-นันทิ-ตัณหา-อุปคัยห-อัชโฌสาน)
บทสรุป
ปฐมวรรคราธสังยุตใช้คำถามของพระราธะเป็นกรอบแสดงว่าขันธ์ 5 สามารถมองได้จากหลายมุม — เป็นมาร (สูตร 1) เป็นเหตุที่เรียกว่า “สัตว์” (สูตร 2) เป็น “ภวเนตติ” คือสิ่งนำไปสู่ภพเมื่อมีฉันทราคะ (สูตร 3) — และในทางออก ขันธ์ 5 คือสิ่งที่ควรกำหนดรู้ (ปริญญา, สูตร 4) รู้เหตุเกิด-ดับ-คุณ-โทษ-อุบายสลัดออก (สูตร 5-6) จนเป็นโสดาบัน (สูตร 7) และอรหันต์ (สูตร 8) ด้วยการละฉันทราคะในขันธ์ 5 (สูตร 9-10)
เชื่อมโยง: ขันธ์ 5, มาร, ตัณหา, ฉันทราคะ, นิพพิทา, วิราคะ, วิมุตติ, นิพพาน, โสดาบัน, อรหันต์, อริยบุคคล 4, สาวัตถี, พระราธะ