สฬายตนสังยุต — โลกกามคุณวรรค (วรรคที่ 2, ตติยปัณณาสก์)

วรรคที่ 2 ของตติยปัณณาสก์ ในสฬายตนสังยุต — 10 สูตร มีสูตรสำคัญเรื่องโลก-มาร-นิพพาน และสูตรปุคคลาธิษฐานหลายสูตร

  • ปฐมมารปาสสูตร (ข้อ ๑๖๕–๑๖๖) — ผู้เพลิดเพลิน หมกมุ่น ติดใจในจักษุ ฯลฯ ใจ = ตกในบ่วงมาร อยู่ในอำนาจมาร; ผู้ไม่เพลิดเพลิน = พ้นบ่วงมาร
  • ทุติยมารปาสสูตร (ข้อ ๑๖๗–๑๖๘) — คู่ขนาน: ผู้พัวพัน/ไม่พัวพันในอายตนะ → ตกใน/พ้นจากอำนาจมาร
  • ปฐมโลกกามคุณสูตร (ข้อ ๑๖๙–๑๗๒) — ทรงพระดำริ (ก่อนตรัสรู้ หรือภายหลัง ไม่ระบุชัด): “ที่สุดโลกไม่อาจถึงได้ด้วยการไป”พระอานนท์อธิบายว่า “โลกในวินัยของพระอริยะ” หมายถึง สิ่งที่โลกบัญญัติว่าโลก ผ่านอายตนะ ๖ (จักษุ-รูปฯ) — ที่สุดโลกคือนิพพาน ซึ่งไม่อาจถึงด้วยเท้า แต่ถึงด้วยการดับอายตนะ
  • ทุติยโลกกามคุณสูตร (ข้อ ๑๗๓–๑๗๖) — สมัยโพธิสัตว์ยังไม่ตรัสรู้ ทรงตรึกเรื่องเบญจกามคุณ → พระอานนท์อธิบายว่า “ความดับอายตนะ ๖” นั่นแล = นิพพาน
  • สักกสูตร (ข้อ ๑๗๗–๑๗๙)ท้าวสักกะทูลถามที่**กรุงราชคฤห์ ภูเขาคิชฌกูฏ**: ทำไมบางคนปรินิพพาน บางคนไม่? → ตรัสว่า เพราะเพลิดเพลิน/ไม่เพลิดเพลินในอายตนะ → วิญญาณอาศัยตัณหา-อุปาทาน
  • ปัญจสิขสูตร (ข้อ ๑๘๐–๑๘๒)ปัญจสิขเทพบุตรบุตรแห่งคนธรรพ์ทูลถามที่**ภูเขาคิชฌกูฏ** เนื้อหาเหมือนสักกสูตร
  • สารีปุตตสูตร (ข้อ ๑๘๓–๑๘๖)พระสารีบุตรที่สาวัตถี เชตวัน: สทธิวิหาริกลาสิกขา ท่านแสดงธรรม 3 เหตุที่ภิกษุประพฤติพรหมจรรย์ได้ตลอด: (1) คุ้มครองทวาร (อินทรียสังวร) (2) รู้ประมาณในโภชนะ (3) ประกอบความเพียร
  • ราหุลสูตร (ข้อ ๑๘๗–๑๘๘) — ที่สาวัตถี ป่าอันธวัน: พระพุทธเจ้าซักถามพระราหุลเรื่องอนิจจ-ทุกข์-อนัตตาใน จักษุ-รูป-วิญญาณ-ผัสสะ-เวทนา ครบทั้ง ๖ ทวาร → พระราหุลหลุดพ้นจากอาสวะ + เทวดาพัน ๆ ได้ธรรมจักษุ
  • สังโยชนสูตร (ข้อ ๑๘๙) — รูปที่น่าปรารถนา/ไม่น่าปรารถนาที่รู้ได้ผ่านอายตนะ = ที่ตั้งแห่งสังโยชน์; ฉันทราคะในอายตนะนั้น = ตัวสังโยชน์
  • อุปาทานสูตร (ข้อ ๑๙๐) — เหมือนสังโยชนสูตร; ฉันทราคะ = ตัวอุปาทาน

ความสำคัญ: วรรคนี้มีสูตรสำคัญสองกลุ่ม — (1) ปฐม/ทุติยมารปาส: อายตนะ = ประตูสู่บ่วงมาร/ทางพ้นบ่วง; (2) ปฐม/ทุติยโลกกามคุณ: นิยาม “โลก” และ “นิพพาน” ผ่านอายตนะ อ้างถึงเหตุการณ์สมัยโพธิสัตว์ — โยงกับโยคักเขมิวรรค (เกิด-ดับโลก) และเทวทหวรรค (รูปาราม)

หมายเหตุ: สถานที่แสดงปฐม/ทุติยโลกกามคุณสูตรไม่ระบุชัดในเนื้อสูตร (ไม่มี “ประทับ ณ…” กำกับก่อนสูตร)