ปริวาร (Parivāra แปลว่า “บริวาร/ผนวก”) คือคัมภีร์ที่ 5 และสุดท้ายของพระวินัยปิฎก เป็นภาคผนวกและคู่มือทบทวนวินัย รวบรวมสิกขาบทและหลักวินัยทั้งหมดจากคัมภีร์ทั้ง 4 ก่อน (mahavibhanga (มหาวิภังค์), bhikkhuni-vibhanga (ภิกขุนีวิภังค์), mahavagga (มหาวรรค), cullavagga (จุลวรรค)) มาจัดระบบในรูปแบบถาม-ตอบ ตาราง และคาถา เพื่อให้พระวินัยธรใช้ท่องจำ สอบทาน และวินิจฉัยอธิกรณ์ได้อย่างรวดเร็ว ไม่มีสิกขาบทใหม่หรือเรื่องเล่าใหม่ในคัมภีร์นี้
ลักษณะและโครงสร้าง
ปริวารแบ่งออกเป็นหมวดใหญ่ ๆ ตามลักษณะการนำเสนอ ดังที่พบในเล่ม:
- มหาวิภังค์ ๑๖ มหาวาร (บรรทัด 13–4738) — ทบทวนสิกขาบทในมหาวิภังค์ (ภิกษุ) ทั้งหมดผ่าน 16 วาร (มุมมอง) เช่น กัตถปัญญัติวาร (บัญญัติที่ไหน ปรารภใคร), กตาปัตติวาร (ต้องอาบัติอะไร), วิปัตติวาร, สังคหิตวาร, อธิกรณวาร, สมถวาร, สมุจจยวาร ฯลฯ — ครอบคลุมปาราชิก สังฆาทิเสส อนิยต นิสสัคคิยปาจิตตีย์ ปาจิตตีย์ ปาฏิเทสนียะ เสขิยะ
- ภิกขุนีวิภังค์ ๑๖ มหาวาร (บรรทัด 4742–7685) — ทบทวนสิกขาบทในภิกขุนีวิภังค์ด้วย 16 วารเช่นกัน ครอบคลุมปาราชิก 8 สังฆาทิเสส 10 นิสสัคคิยปาจิตตีย์ 12 ปาจิตตีย์ ปาฏิเทสนียะ 8
- สมุฏฐานสีสสังเขป — สรุปสมุฏฐาน (ที่มา) ของอาบัติแต่ละประเภท ว่าเกิดจากกาย/วาจา/จิต อย่างใดบ้าง
- อนันตรเปยยาล (จบที่บรรทัด 9909) — ย่อส่วนที่ซ้ำโดยละเว้นด้วยเปยยาล
- สมถเภท (บรรทัด 10569–10610) — จำแนกวิธีระงับอธิกรณ์ด้วยสมถะ 7
- ขันธกปุจฉา (บรรทัด 10622–10733) — คำถาม-ตอบเรื่องขันธกะ (อุปสัมปทาขันธกะ อุโบสถขันธกะ วัสสูปนายิกา ฯลฯ) พร้อมสรุปจำนวนอาบัติในแต่ละขันธกะ
- เอกุตตริกะ (บรรทัด 10805–12404) — รายการหมวด 1 ถึง 11 เรียงลำดับเพิ่มขึ้นทีละหนึ่ง เช่น ธรรม 1 อย่าง ธรรม 2 อย่าง … ธรรม 11 อย่าง ที่เกี่ยวกับการต้องอาบัติและวินัยกิจต่าง ๆ
- อุโปสถาทิปุจฉาวิสัชนา (บรรทัด 13873–14109) — ถาม-ตอบเรื่องอุโบสถ ปวารณา และกิจสงฆ์ที่เกี่ยวข้อง
- อัตถวเสปกรณ์ (บรรทัด 14113–14178) — อธิบายเหตุผล (อัตถวเส = อำนาจประโยชน์) ที่ทรงบัญญัติสิกขาบท
- คาถาสังคณิกะ (บรรทัด 14232–14658) — คาถาจัดหมวดสิกขาบทและหลักวินัยไว้อย่างย่อ สะดวกแก่การท่องจำ
- อธิกรณเภท (บรรทัด 15017–15616) — จำแนกอธิกรณ์ 4 ประเภท พร้อมวิธีระงับ
- คาถาสังคณิกะอีกนัยหนึ่ง (บรรทัด 15911–16035) — คาถาสรุปอีกชุดในแนวทางต่างออกไป
- โจทนากัณฑ์ (บรรทัด 16139–16334) — คู่มือสำหรับภิกษุผู้วินิจฉัยอธิกรณ์: วิธีซักถามโจทก์ ตรวจสอบวัตถุแห่งการโจท ว่าด้วยศีลวิบัติ อาจารวิบัติ ทิฏฐิวิบัติ
- ทุติยคาถาสังคณิกะ (บรรทัด 21361–21958) — คาถาสังคณิกะชุดที่สาม
- เสทโมจนคาถา (บรรทัด 22500–22727) — “คาถาแก้ข้อข้องใจ” รวบรวมปัญหาวินัยที่ละเอียดในรูปคาถา เช่น กรณีไม่ต้องอาบัติเพราะสังวาสวิบัติ, ครุภัณฑ์ 5 อย่าง, กรณีภิกษุไหว้ผู้แก่กว่า
รูปแบบการถาม-ตอบที่เป็นแกนหลัก
ปริวารใช้รูปแบบคงที่ทุกสิกขาบท: “ทรงบัญญัติ ณ ที่ไหน — ทรงปรารภใคร — เพราะเรื่องอะไร — มีบัญญัติ/อนุบัญญัติเท่าไร — เป็นอาบัติกองไหน — เกิดด้วยสมุฏฐานเท่าไร — เป็นอธิกรณ์อะไร — ระงับด้วยสมถะเท่าไร” เป็นต้น คำตอบของpatimokkha (ปาฏิโมกข์)ทุกสิกขาบทอยู่ในรูปแบบนี้ครบถ้วน
ตัวอย่าง: ปาราชิกสิกขาบทที่ 1 — ทรงบัญญัติ ณ พระนครเวสาลี ปรารภพระสุทิน กลันทบุตร เพราะเรื่องที่พระสุทินเสพเมถุนธรรม มีบัญญัติ 1 อนุบัญญัติ 2 เกิดด้วยสมุฏฐาน 1 คือเกิดแต่กายกับจิต มิใช่วาจา เป็นวิวาทาธิกรณ์ ระงับด้วยสัมมุขาวินัย
ความสำคัญ
- เครื่องมือเรียนวินัย: คาถาส่งท้ายของคัมภีร์ระบุชัดว่า “พระวินัยธรเมื่อไม่รู้คัมภีร์ปริวาร ไฉนจะวินิจฉัยโดยธรรมได้” ปริวารเปรียบดังสมุดจดย่อที่รวบรวมวินัยทั้งหมดไว้ในที่เดียว
- ใช้สอบทานและวินิจฉัย: ช่วยให้พระวินัยธรตรวจสอบสิกขาบทแต่ละข้อได้อย่างรวดเร็ว: บัญญัติที่ไหน ปรารภใคร อาบัติอะไร สมุฏฐานใด อธิกรณ์ประเภทไหน ระงับอย่างไร
- ไม่ใช่สิกขาบทใหม่: ปริวารไม่มีพุทธบัญญัติหรือเรื่องเล่าใหม่ เนื้อหาทั้งหมดอ้างอิงและสรุปจากคัมภีร์วินัย 4 เล่มก่อนหน้า
- สัมพันธ์กับพระพุทธเจ้า: คำถามทุกข้อใช้สำนวน “พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้ทรงรู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ทรงบัญญัติ…” เชื่อมทุกสิกขาบทกลับไปยังพระผู้ทรงบัญญัติ