ทสพลวรรคที่ 3 เป็นวรรคที่สามของ นิทานสังยุต (SN 12) ใน นิทานวรรค (สังยุตตนิกาย เล่ม 2) มี 10 สูตร (ข้อ ๖๔–๙๗) แสดงที่พระเชตวัน สาวัตถี เป็นหลัก ยกเว้นอัญญติตถิยสูตร (SN 12.24) ที่เวฬุวัน ราชคฤห์ วรรคนี้ขึ้นต้นด้วยการประกาศทศพลญาณ-จตุเวสารัชญาณของพระตถาคต จากนั้นขยายไปสู่ ปฏิจจสมุปบาทสายกุศล (อุปนิสสูตร) การตอบโต้วาทะเรื่องต้นกำเนิดทุกข์ (สูตรที่ 4-6) และการนิยามสมณพราหมณ์แท้ (สูตรที่ 7-10)


SN 12.21 ปฐมทสพลสูตร (ข้อ ๖๔) — ทศพล บันลือสีหนาท + ปฏิจจสมุปบาท

ทรงตรัสแก่ภิกษุสงฆ์ที่เชตวันว่า ตถาคตประกอบด้วยทศพลญาณและจตุเวสารัชญาณ จึงปฏิญาณฐานะของผู้องอาจ บันลือสีหนาทในบริษัท ยังพรหมจักรให้เป็นไป:

  • ทรงกำหนดรู้ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ พร้อมทั้งความเกิดขึ้นและความดับของขันธ์แต่ละอย่าง

  • หลักกลาง: “เมื่อปัจจัยนี้มีอยู่ ผลนี้ย่อมมี เพราะการบังเกิดขึ้นแห่งปัจจัยนี้ ผลนี้จึงบังเกิดขึ้น — เมื่อปัจจัยนี้ไม่มี ผลนี้ย่อมไม่มี”

  • จากนั้นตรัสปฏิจจสมุปบาทสายเกิด: เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย → สังขารวิญญาณ … → กองทุกข์ทั้งมวล และสายดับ: เพราะอวิชชาดับ → สังขารดับ → … → กองทุกข์ดับ

  • ความสำคัญ: สูตรนี้โยงทศพลญาณเข้ากับปฏิจจสมุปบาทโดยตรง — ทศพลเป็นฐานของสีหนาท ปฏิจจสมุปบาทเป็นเนื้อหาของสีหนาทนั้น


SN 12.22 ทุติยทสพลสูตร (ข้อ ๖๕–๖๗) — ทศพล + ความเพียรชอบ

เนื้อหาเบื้องต้นเหมือนปฐมทสพลสูตร (ทศพล-จตุเวสารัช-พรหมจักร-ปฏิจจสมุปบาท) จากนั้น (ข้อ ๖๖–๖๗) ทรงเน้น ความเพียร ของกุลบุตรผู้บวชด้วยศรัทธา:

  • ทรงชมธรรมที่ทรงกล่าวดีแล้วว่า “ทำให้ตื้น เปิดเผย ประกาศ เป็นธรรมตัดสมณะขี้ริ้ว” — กุลบุตรสมควรปรารภความเพียรด้วยใจตั้งมั่นว่า “หนัง เอ็น กระดูกจงเหลืออยู่ เนื้อเลือดจงเหือดแห้ง — จักไม่หยุดความเพียรจนบรรลุอิฐผล”
  • (ข้อ ๖๗) ทรงแจ้งว่าผู้เล็งเห็นประโยชน์ตน ประโยชน์ผู้อื่น หรือประโยชน์ทั้งสองฝ่าย — ล้วนสมควรทำกิจด้วยความไม่ประมาท
  • “พรหมจรรย์นี้ผ่องใส ควรดื่ม เพราะพระศาสดาอยู่พร้อมหน้าแล้ว”

SN 12.23 อุปนิสสูตร (ข้อ ๖๘–๗๐) — ปฏิจจสมุปบาทสายกุศล ⭑สำคัญมาก

ทรงแจ้งว่าทรงกล่าวความสิ้นอาสวะเพราะ “รู้อยู่ เห็นอยู่” (รู้ขันธ์ 5 พร้อมความเกิด-ดับ)

(ข้อ ๖๙) ทรงแสดง ปฏิจจสมุปบาทสายกุศล — ทุกธรรมในสายนี้ “มีเหตุที่อิงอาศัย” (saupanisa) โดยสาวจากปลายขึ้นต้น:

(ข้อ ๗๐) อุปมาฝนตกบนยอดภูเขาไหลลงเติมซอกเขา หนอง บึง แม่น้ำน้อย แม่น้ำใหญ่ จนถึงมหาสมุทร — ฉันใด อวิชชา-สังขาร-วิญญาณ … วิมุตติ-ขยญาณ ก็อาศัยกันเป็นลำดับเช่นนั้น

  • ความสำคัญ: อุปนิสสูตรนี้เป็นครั้งเดียวที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงห่วงโซ่ปัจจัยจากทุกข์ในวัฏฏะข้ามไปสู่ศรัทธาและสมาธิ-วิปัสสนาจนถึงวิมุตติ — เป็นรูปแบบ “ปฏิจจสมุปบาทฝ่ายโลกุตระ” ที่ต่างจากสาย 12 องค์วัฏฏะ โยงมรรคและนิพพานเข้ากับกรอบปัจจัยเดียวกัน

SN 12.24 อัญญติตถิยสูตร (ข้อ ๗๑–๗๘) — ราชคฤห์ / ปริพาชกถามเรื่องที่มาทุกข์

สถานที่: เวฬุวันกลันทกนิวาปสถาน ราชคฤห์

(ข้อ ๗๑) ท่านพระสารีบุตรออกบิณฑบาตยังเช้า แวะเข้าอารามปริพาชกอัญญเดียรถีย์ (ข้อ ๗๒–๗๓) ปริพาชกถามว่าวาทะ 4 เรื่องทุกข์ (ตนทำเอง / ผู้อื่นทำ / ทั้งสอง / ไม่มีเหตุ) — พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้อย่างไร:

  • พระสารีบุตรตอบ: “ทุกข์เป็นของอาศัยเหตุเกิดขึ้น ทุกข์อาศัยผัสสะเกิดขึ้น” — ทุกข์ในวาทะทั้ง 4 ล้วนเกิดเพราะผัสสะเป็นปัจจัย เว้นผัสสะเสีย การเสวยทุกข์ย่อมไม่มี

(ข้อ ๗๔–๗๖) ท่านพระอานนท์ได้ยิน นำเรื่องทูลพระพุทธเจ้า ทรงตรัสว่า “ดีละ อานนท์” และทรงเล่าว่าพระองค์เองก็เคยเข้าไปที่อารามปริพาชกนั้นและให้คำตอบเดียวกัน

(ข้อ ๗๗–๗๘) พระอานนท์สรุปสายดับ: ผัสสายตนะ 6 ดับ → ผัสสะดับ → เวทนา → ตัณหา → อุปาทาน → ภพ → ชาติ → ชรามรณะโสกปริเทวทุกข์ดับ

  • ความสำคัญ: แสดงว่าคำตอบของพระสารีบุตรตรงกับที่พระพุทธเจ้าทรงตอบเอง — ปฏิจจสมุปบาท (โดยเฉพาะผัสสะ) เป็นคำตอบที่ตัดวาทะ “ผู้กระทำ” ออกได้ทั้งหมด

SN 12.25 ภูมิชสูตร (ข้อ ๗๙–๘๔) — สุขทุกข์เกิดเพราะผัสสะ ไม่ใช่ตน/ผู้อื่น

สถานที่: เชตวัน สาวัตถี (ภูมิชะถามพระสารีบุตร)

(ข้อ ๗๙) ยามเย็นท่านพระภูมิชะออกจากที่เร้นเข้าหาท่านพระสารีบุตร ถามวาทะ 4 เหมือนอัญญติตถิยสูตร แต่ถามว่า “สุขและทุกข์” (แทน “ทุกข์” อย่างเดียว)

(ข้อ ๘๐) พระสารีบุตรตอบ: “สุขและทุกข์อาศัยผัสสะเกิดขึ้น” — เว้นผัสสะเสีย ย่อมเสวยสุขและทุกข์ไม่ได้

(ข้อ ๘๒–๘๓) พระอานนท์ทูลพระพุทธเจ้า ทรงรับรองและอธิบายเพิ่ม: “เมื่อกาย มีอยู่ ย่อมเกิดสุข-ทุกข์ภายในเพราะความจงใจทางกาย เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย บุคคลย่อมปรุงแต่งกายสังขาร วจีสังขาร มโนสังขาร ซึ่งเป็นปัจจัยให้สุขทุกข์เกิด — ด้วยตนเองบ้าง ผู้อื่นบ้าง รู้สึกตัวบ้าง ไม่รู้สึกตัวบ้าง”

(ข้อ ๘๔) เพราะอวิชชาดับ → กาย วาจา ใจ ซึ่งเป็นปัจจัยให้สุขทุกข์เกิด ย่อมไม่มี

  • ความสำคัญ: ภูมิชสูตรเพิ่มมิติใหม่จากอัญญติตถิยสูตร — ชี้ว่าแม้จะพูดว่า “ตนทำ” หรือ “ผู้อื่นทำ” ก็ตาม มูลเหตุจริงคืออวิชชาและปัจจัยกาย-วาจา-ใจ ไม่ใช่ “ตัวตน” หรือ “บุคคลผู้กระทำ”

SN 12.26 อุปวาณสูตร (ข้อ ๘๕–๘๘) — ทุกข์เพราะผัสสะ รูปแบบสั้น

ท่านพระอุปวาณะเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าที่เชตวัน (ข้อ ๘๖) ทูลถามวาทะ 4 เรื่องทุกข์ (ข้อ ๘๗–๘๘) ทรงตอบโดยตรงว่า “ทุกข์อาศัยผัสสะเกิดขึ้น” — ทุกข์ทั้ง 4 วาทะล้วนเกิดเพราะผัสสะ เว้นผัสสะเสีย ย่อมเสวยทุกข์ไม่ได้

  • สูตรนี้เป็นรูปแบบย่อที่สุดของชุดสูตรว่าด้วยที่มาทุกข์ — ตรัสตอบพระสาวกโดยตรง ไม่ผ่านพระสารีบุตร

SN 12.27 ปัจจยสูตร (ข้อ ๘๘–๙๐) — นิยามองค์ปฏิจจสมุปบาทแต่ละองค์ + เหตุสมบูรณ์ด้วยทิฏฐิ

ทรงตรัสปฏิจจสมุปบาทสายเกิด-ดับ (ข้อ ๘๘) แล้ว (ข้อ ๘๙) ทรงนิยามแต่ละองค์อย่างละเอียด ตั้งแต่ชรามรณะ → สังขาร พร้อมระบุว่า “อริยมรรคมีองค์ 8 เป็นข้อปฏิบัติให้ถึงธรรมเป็นที่ดับ[องค์นั้น]” ทุกองค์

(ข้อ ๙๐) บทสรุป: อริยสาวกผู้รู้ทั่วถึงปัจจัย รู้เหตุเกิด รู้ความดับ รู้ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับ — เรียกว่าเป็นผู้สมบูรณ์ด้วยทิฏฐิ บรรลุกระแสธรรม ประกอบด้วยเสกขญาณ “อยู่ชิดประตูอมตนิพพาน”

  • ต่างจากปัจจยสูตร (SN 12.20) ในอาหารวรรคที่เน้น “ธัมมฐิติ-ธัมมนิยาม” — ปัจจยสูตรวรรคนี้เน้น การรู้ทั่วถึงทั้งองค์และมรรค จนบรรลุเป็นพระเสกขะ

SN 12.28 ภิกขุสูตร (ข้อ ๙๑–๙๓) — ภิกษุรู้ทั่วถึงปฏิจจสมุปบาทตลอดสาย

ทรงตรัสรูปแบบเดียวกับปัจจยสูตร (SN 12.27) แต่เปิดด้วย “ภิกษุในธรรมวินัยนี้ย่อมรู้ทั่วถึงชรามรณะ … ย่อมรู้ทั่วถึงสังขาร” (ข้อ ๙๑) — นิยามองค์แต่ละองค์พร้อมมรรค 8 เป็นทางดับ (ข้อ ๙๒) — บทสรุป (ข้อ ๙๓) เหมือนปัจจยสูตร: ภิกษุนั้นเป็นผู้สมบูรณ์ด้วยทิฏฐิ “อยู่ชิดประตูอมตนิพพาน”

  • ต่างจากปัจจยสูตรตรงที่เปิดด้วย “ภิกษุ” แทน “อริยสาวก” — เป็นการสอนตรงแก่คณะสงฆ์

SN 12.29 ปฐมสมณพราหมณสูตร (ข้อ ๙๔–๙๕) — นิยามสมณะ-พราหมณ์แท้ด้วยการกำหนดรู้

  • (ข้อ ๙๔) สมณะหรือพราหมณ์ที่ ไม่กำหนดรู้ ชรามรณะ เหตุเกิด ความดับ และมรรค — ตลอดสายสังขาร — ย่อมไม่ได้รับสมมติว่าเป็นสมณะ/พราหมณ์แท้ และไม่อาจทำให้แจ้งประโยชน์แห่งความเป็นสมณะ ด้วยปัญญาอันรู้ยิ่งในปัจจุบัน
  • (ข้อ ๙๕) สมณะหรือพราหมณ์ที่ กำหนดรู้ ตลอดสาย — ย่อมได้รับสมมติว่าเป็นสมณะ/พราหมณ์แท้ และย่อมทำให้แจ้งประโยชน์ได้
  • โยง: ใช้คำ “กำหนดรู้” (pariññā) — เน้นการรู้แบบเจาะลึกเพื่อละ ต่างจาก SN 12.28 ที่ใช้ “รู้ทั่วถึง” — คู่กับปฐม-ทุติยสมณพราหมณสูตร (SN 12.13-12.14) ในอาหารวรรค

SN 12.30 ทุติยสมณพราหมณสูตร (ข้อ ๙๖–๙๗) — ผู้รู้จักล่วงพ้นสังขาร

  • (ข้อ ๙๖) สมณะหรือพราหมณ์ที่ ไม่รู้ทั่วถึง ชรามรณะ … สังขาร — สมณะเหล่านั้น “จักล่วงพ้นชรามรณะได้ ดังนี้ มิใช่ฐานะที่จะมีได้” / “จักล่วงพ้นสังขารทั้งหลายได้ ดังนี้ มิใช่ฐานะที่จะมีได้”
  • (ข้อ ๙๗) สมณะหรือพราหมณ์ที่ รู้ทั่วถึง ตลอดสาย — “จักล่วงพ้นชรามรณะได้ ดังนี้ เป็นฐานะที่จะมีได้” / “จักล่วงพ้นสังขารได้ ดังนี้ เป็นฐานะที่จะมีได้”
  • ต่างจากปฐมสมณพราหมณสูตรตรงที่ใช้กรอบ “ล่วงพ้น” (samatikkama) แทน “ทำให้แจ้งประโยชน์” — เน้นผลที่ปลายทางคือการพ้นจากวัฏฏะ

สรุปภาพรวมวรรค

ทสพลวรรคแสดงโครงสร้าง 3 กลุ่ม:

กลุ่มสูตรประเด็นหลัก
ทศพล-อุปนิสSN 12.21–12.23ทศพลญาณ-จตุเวสารัช + ปฏิจจสมุปบาทสายกุศล
วาทะ 4SN 12.24–12.26ตอบโต้ที่มาทุกข์ด้วยผัสสะ ([[sariputta (พระสารีบุตร)
รู้ทั่วถึงSN 12.27–12.30นิยาม “ผู้รู้ทั่วถึงปฏิจจสมุปบาท” = ผู้สมบูรณ์ทิฏฐิ / สมณะแท้ / ผู้จักล่วงพ้น