ปาจิตตีย์ (Pācittiya) คืออาบัติเบาที่ภิกษุต้องแสดง (ปลงอาบัติ) ต่อภิกษุรูปเดียวก็พ้นได้ ไม่ต้องสละสิ่งของอย่างnissaggiya-pacittiya-30 (นิสสัคคิยปาจิตตีย์ 30) และไม่มีโทษหนักอย่างparagika-4 (ปาราชิก 4) รวม 92 สิกขาบทใน 9 วรรค ปรากฏในmahavibhanga (มหาวิภังค์) สวดในพระpatimokkha (ปาฏิโมกข์) ทุกกึ่งเดือน บัญญัติโดยพระพุทธเจ้า
วรรคที่ ๑ มุสาวาทวรรค — ว่าด้วยการพูด (บรรทัด 15–6068)
๑. สัมปชานมุสาวาท — พูดเท็จทั้งๆ ที่รู้ (เห็นว่าไม่เห็น, ได้ยินว่าไม่ได้ยิน ฯลฯ) เป็นปาจิตตีย์; ต้นบัญญัติ: hatthaka-sakyaputta (พระหัตถกะ ศากยบุตร) โต้เดียรถีย์ด้วยการกล่าวสับปลับ
๒. โอมสวาท — พูดเสียดสี (ด่าว่า) ภิกษุด้วย ชาติ ชื่อ โคตร การงาน ศิลป โรค รูปพรรณ กิเลส อาบัติ หรือคำด่า เป็นปาจิตตีย์; ต้นบัญญัติ: chabbaggi (พระฉัพพัคคีย์)
๓. เปสุญญวาท — ส่อเสียดภิกษุ (นำเรื่องของภิกษุรูปหนึ่งไปพูดให้อีกรูปแตกกัน) เป็นปาจิตตีย์; ต้นบัญญัติ: chabbaggi (พระฉัพพัคคีย์)
๔. ปทโสธรรม — สอนธรรมแก่อนุปสัมบัน (ผู้ที่ยังมิได้อุปสมบท) โดยบท (กล่าวพร้อมกันทีละบท) เป็นปาจิตตีย์; ต้นบัญญัติ: chabbaggi (พระฉัพพัคคีย์)
๕. สหเสยยะ — นอนร่วมกับอนุปสัมบันเกิน 3 คืน เป็นปาจิตตีย์; ต้นบัญญัติ: พระนวกะ; อนุบัญญัติ: กรณีสามเณรrahula (พระราหุล) ที่เมืองkosambi (โกสัมพี)
๖. ทุติยสหเสยยะ — นอนร่วมกับมาตุคาม (หญิง) ในที่มุงบังเดียวกัน เป็นปาจิตตีย์; ต้นบัญญัติ: anuruddha (พระอนุรุทธะ)
๗. ธรรมเทศนา — แสดงธรรมแก่มาตุคาม (หญิง) เกินกว่า 5-6 คำ เว้นแต่มีบุรุษผู้รู้เดียงสาอยู่ด้วย เป็นปาจิตตีย์; ต้นบัญญัติ: udayi (พระอุทายี)
๘. ภูตาโรจนะ — บอกอุตริมนุสธรรม (ฌาน วิปัสสนา มรรค ผล) ที่มีจริงในตน แก่อนุปสัมบัน เป็นปาจิตตีย์; ต้นบัญญัติ: ภิกษุฝั่งแม่น้ำวัคคุมุทา อ้างว่าตนบรรลุธรรมเพื่อให้คนถวายอาหาร
๙. ทุฏฐุลลาโรจนะ — บอกอาบัติชั่วหยาบของภิกษุ แก่อนุปสัมบัน โดยไม่ได้รับสมมติ เป็นปาจิตตีย์; ต้นบัญญัติ: upananda-sakyaputta (พระอุปนันทศากยบุตร)
๑๐. ปฐวีขนนะ — ขุดหรือให้ขุดดิน เป็นปาจิตตีย์; ต้นบัญญัติ: ภิกษุชาวรัฐalavi (อาฬวี)
วรรคที่ ๒ ภูตคามวรรค — ว่าด้วยต้นไม้ เสนาสนะ และน้ำ (บรรทัด 6265–8320)
๑๑. ภูตคาม — พรากภูตคาม (ต้นไม้ พืช พรรณไม้มีชีวิต) เป็นปาจิตตีย์; ต้นบัญญัติ: ภิกษุชาวรัฐอาฬวีตัดต้นไม้สร้างที่อยู่
๑๒. อัญญวาท — เมื่อถูกสงฆ์สอบสวน กล่าวคำอื่นกลบเกลื่อน หรือทำเป็นนิ่ง เป็นปาจิตตีย์; ต้นบัญญัติ: channa (พระฉันนะ)
๑๓. อุชฌาปนะ — ยุยงให้โพนทะนาภิกษุอื่น เป็นปาจิตตีย์; ต้นบัญญัติ: mettiya-bhummajaka (พระเมตติยะและภุมมชกะ) บ่นว่าdabbamallaputta (พระทัพพมัลลบุตร)
๑๔. ปฐมเสนาสนะ — นำเอาเตียง ตั่ง ฟูก หรือเก้าอี้ของสงฆ์ออกวางกลางแจ้ง แล้วไปโดยไม่เก็บหรือมอบหมาย เป็นปาจิตตีย์; ต้นบัญญัติ: ภิกษุหลายรูปที่savatthi (สาวัตถี)
๑๕. ทุติยเสนาสนะ — ปูที่นอนในวิหารของสงฆ์ แล้วไปโดยไม่เก็บหรือมอบหมาย เป็นปาจิตตีย์; ต้นบัญญัติ: sattarasavaggiya (พระสัตตรสวัคคีย์)
๑๖. ฆัมสยนะ — แทรกนอนเบียดภิกษุผู้เข้าไปก่อนในวิหารสงฆ์ ด้วยหมายว่าผู้ที่คับใจจะออกไปเอง เป็นปาจิตตีย์; ต้นบัญญัติ: chabbaggi (พระฉัพพัคคีย์)
๑๗. นิกัฑฒนะ — โกรธขัดใจฉุดหรือให้ฉุดภิกษุออกจากวิหารสงฆ์ เป็นปาจิตตีย์; ต้นบัญญัติ: sattarasavaggiya (พระสัตตรสวัคคีย์)
๑๘. เวหาสกุฎี — นั่งทับหรือนอนทับเตียงหรือตั่งที่มีเท้าเสียบบนร้านในวิหารสงฆ์ เป็นปาจิตตีย์; ต้นบัญญัติ: ภิกษุ 2 รูป
๑๙. มหัลลกวิหาร — สร้างวิหารใหญ่ อำนวยให้พอกฝาได้ 2-3 ชั้น แต่ถ้าพอกเกินนั้นแม้ยืนในที่ปราศจากของเขียว เป็นปาจิตตีย์; ต้นบัญญัติ: channa (พระฉันนะ)
๒๐. สัปปาณกะ — รู้อยู่ว่าน้ำมีตัวสัตว์ แล้วรดหญ้าหรือดิน เป็นปาจิตตีย์; ต้นบัญญัติ: ภิกษุชาวรัฐอาฬวี
วรรคที่ ๓ โอวาทวรรค — ว่าด้วยการสั่งสอนภิกษุณี (บรรทัด 8368–10556)
(ในบาลีวรรคนี้ชื่อ “ภิกขุนีวรรค”)
๒๑. โอวาทสิกขาบท — สั่งสอนภิกษุณีโดยไม่ได้รับสมมติ เป็นปาจิตตีย์; ต้นบัญญัติ: chabbaggi (พระฉัพพัคคีย์)
๒๒. สายันหโอวาท — แม้ได้รับสมมติแล้ว แต่สั่งสอนภิกษุณีหลังดวงอาทิตย์อัสดง เป็นปาจิตตีย์; ต้นบัญญัติ: culapanthaka (พระจูฬปันถกเถระ)
๒๓. ภิกขุนุปัสสยะ — เข้าไปสู่ที่อาศัยของภิกษุณีแล้วสั่งสอนภิกษุณี (ไม่ใช่ที่กลาง) เป็นปาจิตตีย์; ต้นบัญญัติ: chabbaggi (พระฉัพพัคคีย์)
๒๔. อามิสโอวาท — กล่าวหาว่าภิกษุสั่งสอนภิกษุณีเพราะเหตุอามิส เป็นปาจิตตีย์; ต้นบัญญัติ: chabbaggi (พระฉัพพัคคีย์)
๒๕. จีวรทาน — ให้จีวรแก่ภิกษุณีผู้มิใช่ญาติ เป็นปาจิตตีย์; ต้นบัญญัติ: ภิกษุรูปหนึ่ง
๒๖. จีวรสิพพาปนะ — เย็บหรือให้เย็บจีวรเพื่อภิกษุณีผู้มิใช่ญาติ เป็นปาจิตตีย์; ต้นบัญญัติ: udayi (พระอุทายี)
๒๗. สัมวิธานจาริกา — ชวนกันแล้วเดินทางไกลสายเดียวกันกับภิกษุณี โดยที่สุดสิ้นระยะบ้านหนึ่ง เป็นปาจิตตีย์; ต้นบัญญัติ: chabbaggi (พระฉัพพัคคีย์)
๒๘. นาวาภิรูหนะ — ชวนกันแล้วโดยสารเรือลำเดียวกันกับภิกษุณี ขึ้นหรือล่องน้ำ เป็นปาจิตตีย์; ต้นบัญญัติ: chabbaggi (พระฉัพพัคคีย์)
๒๙. ปริณตบิณฑบาต — รู้อยู่ฉันบิณฑบาตที่ภิกษุณีแนะนำให้ถวาย เป็นปาจิตตีย์; ต้นบัญญัติ: thullananda (ภิกษุณีถุลลนันทา) แนะนำให้คนถวายภิกษุที่ตนชอบ
๓๐. รโหนิสัชชะ — นั่งในที่ลับสองต่อสองกับภิกษุณี เป็นปาจิตตีย์; ต้นบัญญัติ: udayi (พระอุทายี)
วรรคที่ ๔ โภชนวรรค — ว่าด้วยการฉันและอาหาร (บรรทัด 10592–13210)
๓๑. ปรัมปรโภชน — ฉันในโรงทานเกินกว่า 1 ครั้ง เป็นปาจิตตีย์ (ยกเว้น: อาพาธ ฤดูถวายผ้า ฤดูทำจีวร เดินทาง หรือเรือ); ต้นบัญญัติ: chabbaggi (พระฉัพพัคคีย์)
๓๒. คณโภชนะ — ฉันเป็นหมู่ (คณะ 4 รูปขึ้นไปรับนิมนต์ฉัน) เป็นปาจิตตีย์ (มีข้อยกเว้นหลายอย่าง); ต้นบัญญัติ: devadatta (พระเทวทัต)
๓๓. ปรัมปรโภชน (ประเภทที่ 2) — ฉันโภชนะ (อาหารประเภทนิมนต์) ที่ได้รับเพิ่มภายหลัง โดยฉันเสร็จห้ามภัตแล้ว เป็นปาจิตตีย์; ต้นบัญญัติ: บุรุษเข็ญใจถวายอาหาร
๓๔. ปิณฑปาตวรรคสิกขาบท — เมื่อเขาปวารณาด้วยขนม/สัตตุผงเพื่อนำไปตามปรารถนา พึงรับได้เต็ม 2-3 บาตร ถ้ารับเกินกว่านั้น เป็นปาจิตตีย์; ต้นบัญญัติ: กองคาราวานพ่อค้าเกวียน
๓๕. ปวารณา (กลับมาฉัน) — ฉันเสร็จ ห้ามภัตแล้ว ยังเคี้ยวหรือฉันของเคี้ยวหรือของฉัน เป็นปาจิตตีย์; ต้นบัญญัติ: ภิกษุหลายรูป
๓๖. ปวารณาอาคันตุกะ — รู้อยู่ เพ่งจะหาโทษ นำของที่ไม่ใช่เดนไปปวารณาภิกษุที่ฉันเสร็จห้ามภัตแล้ว เป็นปาจิตตีย์; ต้นบัญญัติ: ภิกษุ 2 รูป
๓๗. วิกาลโภชนะ — เคี้ยวหรือฉันของเคี้ยว/ของฉัน ในเวลาวิกาล (หลังเที่ยงถึงรุ่งอรุณ) เป็นปาจิตตีย์; ต้นบัญญัติ: sattarasavaggiya (พระสัตตรสวัคคีย์)
๓๘. สันนิธิการกะ — เคี้ยวหรือฉันของเคี้ยว/ของฉัน ที่ทำการสั่งสม (เก็บไว้ข้ามวัน) เป็นปาจิตตีย์; ต้นบัญญัติ: velatthasisa (พระเวฬัฏฐสีสเถระ)
๓๙. ปณีตโภชนะ — ขอโภชนะประณีต (เนยใส เนยข้น น้ำมัน น้ำผึ้ง น้ำอ้อย ปลา เนื้อ นมสด นมส้ม) เพื่อตนเองแล้วฉัน โดยไม่ได้อาพาธ เป็นปาจิตตีย์; ต้นบัญญัติ: chabbaggi (พระฉัพพัคคีย์)
๔๐. อทินนทาน — กลืนอาหารที่เขายังไม่ได้ให้ (หยิบใส่ปากเองก่อนเขาส่งให้) เป็นปาจิตตีย์; ต้นบัญญัติ: ภิกษุรูปหนึ่ง
วรรคที่ ๕ อเจลกวรรค — ว่าด้วยนักบวชเปลือยและกองทัพ (บรรทัด 13725–14902)
๔๑. อเจลกะ — ให้ของเคี้ยวหรือของกินแก่อเจลก (นักบวชเปลือย) ปริพาชก หรือปริพาชิกา ด้วยมือตนเอง เป็นปาจิตตีย์; ต้นบัญญัติ: ananda (พระอานนท์)
๔๒. สัมวิธานจาริกา (กับภิกษุอื่น) — ชวนภิกษุเดินทางไปบิณฑบาตด้วยกันแล้วส่งกลับก่อนด้วยคำว่า “อยู่คนเดียวสะดวกกว่า” เป็นปาจิตตีย์; ต้นบัญญัติ: upananda-sakyaputta (พระอุปนันทศากยบุตร)
๔๓. กุลอันตรฆรนิสัชชะ — แทรกนั่งในตระกูลที่มีคน 2 คน (ชาย-หญิงคู่รักที่นั่งอยู่ตามลำพัง) เป็นปาจิตตีย์; ต้นบัญญัติ: upananda-sakyaputta (พระอุปนันทศากยบุตร)
๔๔. รโหนิสัชชะ (กับมาตุคาม ในที่กำบัง) — นั่งในที่ลับคือที่กำบังสองต่อสองกับมาตุคาม เป็นปาจิตตีย์; ต้นบัญญัติ: upananda-sakyaputta (พระอุปนันทศากยบุตร)
๔๕. เอกมัตตุคามะ — นั่งสองต่อสองในที่ลับกับมาตุคามผู้เดียว (ไม่มีคนอื่นมองเห็น) เป็นปาจิตตีย์; ต้นบัญญัติ: upananda-sakyaputta (พระอุปนันทศากยบุตร)
๔๖. อาคันตุกโภชนะ — รับนิมนต์แล้ว มีภัตอยู่แล้ว ยังไปเที่ยวในตระกูลก่อนฉัน เป็นปาจิตตีย์; ต้นบัญญัติ: upananda-sakyaputta (พระอุปนันทศากยบุตร)
๔๗. จตุมาสปัจจัยปวารณา — ภิกษุไม่ป่วยยินดีรับการปวารณาปัจจัยเกินกว่า 4 เดือน (เว้นแต่ปวารณาอีก หรือปวารณาเป็นนิตย์) เป็นปาจิตตีย์; ต้นบัญญัติ: mahanama-sakka (เจ้ามหานามศากยะ)
๔๘. เสนาทัสสนะ — ไปดูกองทัพที่ยกออกแล้ว เป็นปาจิตตีย์ (มีข้อยกเว้น: มีเหตุจำเป็น); ต้นบัญญัติ: chabbaggi (พระฉัพพัคคีย์)
๔๙. เสนาวาสะ — มีเหตุจำเป็นไปอยู่ในกองทัพเกิน 2-3 คืน เป็นปาจิตตีย์; ต้นบัญญัติ: chabbaggi (พระฉัพพัคคีย์)
๕๐. อุยโยธิกาทัสสนะ — อยู่ในกองทัพ 2-3 คืนแล้วไปดูสนามรบ ที่พักพล ที่จัดขบวนทัพ หรือกองทัพที่จัดขบวนแล้ว เป็นปาจิตตีย์; ต้นบัญญัติ: chabbaggi (พระฉัพพัคคีย์)
วรรคที่ ๖ สุราปานวรรค — ว่าด้วยสุราและความประพฤติ (บรรทัด 14939–16044)
๕๑. สุราปานะ — ดื่มสุราและเมรัย เป็นปาจิตตีย์; ต้นบัญญัติ: sagata (พระสาคตะ) ดื่มสุรากระทั่งเมาหมดสติ
๕๒. อังคุลิปโตทกะ — จี้ด้วยนิ้วมือ (เพื่อให้หัวเราะ) เป็นปาจิตตีย์; ต้นบัญญัติ: chabbaggi (พระฉัพพัคคีย์)
๕๓. อุทเกหัสสธรรม — เล่นน้ำ (ดำ ผุด ว่าย เพื่อรื่นเริง) ในน้ำลึกพ้นข้อเท้า เป็นปาจิตตีย์; ต้นบัญญัติ: sattarasavaggiya (พระสัตตรสวัคคีย์)
๕๔. อนาทริยะ — แสดงความไม่เอื้อเฟื้อ (ไม่ยำเกรงต่อสิกขาบท หรือต่อภิกษุผู้ว่ากล่าว) เป็นปาจิตตีย์; ต้นบัญญัติ: channa (พระฉันนะ)
๕๕. ภิกษุตัชชนะ — หลอนภิกษุ (ทำให้ตกใจกลัว) เป็นปาจิตตีย์; ต้นบัญญัติ: chabbaggi (พระฉัพพัคคีย์)
๕๖. อัคคิสัมโยค — ติดหรือให้ติดไฟเพื่อจะผิง (โดยไม่มีเหตุจำเป็น) เป็นปาจิตตีย์; ต้นบัญญัติ: ภิกษุหลายรูป
๕๗. โอนาหาฏิกะ — อาบน้ำก่อนครบกึ่งเดือน เป็นปาจิตตีย์ (มีข้อยกเว้นหลายอย่าง เช่น ฤดูร้อน อาพาธ ทำงาน เดินทาง ฯลฯ); ต้นบัญญัติ: bimbisara (พระเจ้าพิมพิสาร) ขอให้ทรงอนุญาตให้ภิกษุอาบน้ำได้
๕๘. นวจีวระ — ได้จีวรมาใหม่แล้วไม่ทำเครื่องหมายให้เสียสี (ด้วยของเขียว ตม หรือของดำคล้ำ) แล้วใช้ เป็นปาจิตตีย์; ต้นบัญญัติ: ภิกษุหลายรูป
๕๙. จีวรวิกัปปะ — วิกัปจีวรเองแล้วใช้สอยจีวรนั้น โดยไม่ให้ผู้รับถอนก่อน เป็นปาจิตตีย์; ต้นบัญญัติ: upananda-sakyaputta (พระอุปนันทศากยบุตร)
๖๐. ปริกขารนิธาปนะ — ซ่อนหรือให้ซ่อนบาตร จีวร ผ้าปูนั่ง กล่องเข็ม ประคดเอว ของภิกษุ แม้จะหัวเราะเล่น เป็นปาจิตตีย์; ต้นบัญญัติ: sattarasavaggiya (พระสัตตรสวัคคีย์)
วรรคที่ ๗ สัปปาณกวรรค — ว่าด้วยสัตว์ ชีวิต และมิจฉาทิฏฐิ (บรรทัด 16076–17368)
๖๑. สัญจิจจปาณาติบาต — แกล้งพรากสัตว์จากชีวิต เป็นปาจิตตีย์; ต้นบัญญัติ: udayi (พระอุทายี) ฆ่านกกา
๖๒. สัปปาณกะ — รู้อยู่ว่าน้ำมีตัวสัตว์ แล้วดื่มกิน เป็นปาจิตตีย์; ต้นบัญญัติ: chabbaggi (พระฉัพพัคคีย์)
๖๓. ธัมมาธิกรณะ — รู้อยู่ ฟื้นอธิกรณ์ที่สงฆ์ตัดสินเสร็จสิ้นแล้วตามธรรม ขึ้นมาทำใหม่ เป็นปาจิตตีย์; ต้นบัญญัติ: chabbaggi (พระฉัพพัคคีย์)
๖๔. ถุลลัจจัยปฏิจฉาทนะ — รู้อยู่ ปิดบังอาบัติชั่วหยาบของภิกษุ เป็นปาจิตตีย์; ต้นบัญญัติ: upananda-sakyaputta (พระอุปนันทศากยบุตร)
๖๕. อูนวีสติวัสสะ — รู้อยู่ ให้บุคคลที่มีอายุยังไม่ครบ 20 ปีอุปสมบท (การอุปสมบทนั้นไม่สมบูรณ์ และภิกษุผู้ให้อุปสมบทต้องอาบัติ) เป็นปาจิตตีย์; ต้นบัญญัติ: ([[upali (ภิกษุอุบาลี)] หรือ) เด็กชายอุบาลี
๖๖. โจรสัมสัฏฐะ — รู้อยู่ ชวนกันแล้วเดินทางสายเดียวกันกับกองเกวียนโจร โดยที่สุดสิ้นระยะบ้านหนึ่ง เป็นปาจิตตีย์; ต้นบัญญัติ: ภิกษุรูปหนึ่ง
๖๗. มาตุคามสัมสัฏฐะ — ชวนกันแล้วเดินทางสายเดียวกันกับมาตุคาม โดยที่สุดสิ้นระยะบ้านหนึ่ง เป็นปาจิตตีย์; ต้นบัญญัติ: ภิกษุรูปหนึ่ง
๖๘. อันตราโยกธรรม — กล่าวว่า “ข้าพเจ้ารู้ธรรมทำอันตราย แต่ธรรมเหล่านั้นไม่อาจทำอันตรายได้จริง” ถูกภิกษุอื่นว่ากล่าวห้ามปรามแล้วยังดื้อดึง เป็นปาจิตตีย์; ต้นบัญญัติ: arittha (พระอริฏฐะ) อดีตคนฝึกแร้ง ถือทิฏฐิว่าธรรมทำอันตรายไม่อาจขัดขวางผู้เสพได้
๖๙. สัมโภคะ (กับภิกษุมิจฉาทิฏฐิ) — รู้อยู่ กิน อยู่ร่วม หรือนอนร่วมกับภิกษุผู้มีทิฏฐิดังกล่าว ที่ยังไม่สละทิฏฐิและยังไม่ถูกทำกรรม เป็นปาจิตตีย์; ต้นบัญญัติ: chabbaggi (พระฉัพพัคคีย์)
๗๐. สมณุทเทสสัมโภคะ — สามเณรที่มีทิฏฐิดังนั้น ถูกว่ากล่าวแล้วยังไม่สละ ภิกษุรู้อยู่ยังคบหาสมาคมด้วย เป็นปาจิตตีย์; ต้นบัญญัติ: chabbaggi (พระฉัพพัคคีย์)
วรรคที่ ๘ สหธรรมิกวรรค — ว่าด้วยวินัยและสงฆ์กรรม (บรรทัด 17418–18752)
(วรรคนี้มี 12 สิกขาบท ไม่ใช่ 10)
๗๑. สิกขาบทปฏิกเขปะ — เมื่อถูกว่ากล่าวตักเตือนโดยชอบธรรม กล่าวว่า “ยังไม่ศึกษาจนกว่าจะได้ถามภิกษุอื่น” เป็นปาจิตตีย์; ต้นบัญญัติ: channa (พระฉันนะ)
๗๒. ปาติโมกขวิเลขนะ — เมื่อสวดปาติโมกข์อยู่ กล่าวว่า “ประโยชน์อะไรด้วยสิกขาบทเล็กน้อยเหล่านี้” (ก่นสิกขาบท) เป็นปาจิตตีย์; ต้นบัญญัติ: chabbaggi (พระฉัพพัคคีย์)
๗๓. อชานนะ — เมื่อสวดปาติโมกข์อยู่ ภายหลังอ้างว่า “เพิ่งรู้ว่ามีสิกขาบทนี้” แต่ภิกษุอื่นรู้ว่าเคยนั่งฟังปาติโมกข์ 2-3 ครั้งแล้ว (ถือว่าไม่พ้นโดยอ้างความไม่รู้) ต้องปรับตามอาบัติที่ต้อง; ต้นบัญญัติ: ภิกษุต่าง ๆ
๗๔. ปหาร — โกรธน้อยใจ ตีหรือให้ประหารภิกษุ เป็นปาจิตตีย์; ต้นบัญญัติ: chabbaggi (พระฉัพพัคคีย์)
๗๕. ตลฆัฏฏกะ — โกรธน้อยใจ เงื้อหอกคือฝ่ามือขู่ภิกษุ เป็นปาจิตตีย์; ต้นบัญญัติ: chabbaggi (พระฉัพพัคคีย์)
๗๖. อมูลกะ — กำจัดภิกษุด้วยอาบัติสังฆาทิเสสที่ไม่มีมูล เป็นปาจิตตีย์; ต้นบัญญัติ: chabbaggi (พระฉัพพัคคีย์)
๗๗. สัญจิจจวิเหสา — ก่อความรำคาญแก่ภิกษุด้วยหมายว่าจะทำให้ไม่ผาสุกแม้ครู่หนึ่ง เป็นปาจิตตีย์; ต้นบัญญัติ: chabbaggi (พระฉัพพัคคีย์)
๗๘. อุณณสุตกะ — แอบฟังภิกษุที่กำลังเกิดวิวาทกัน ด้วยหมายว่าจะได้ยินคำพูดของเขา เป็นปาจิตตีย์; ต้นบัญญัติ: chabbaggi (พระฉัพพัคคีย์)
๗๙. ฉันทปฏิพาหนะ — ให้ฉันทะเพื่อกรรมอันชอบธรรมแล้ว ภายหลังบ่นว่ากรรมนั้น เป็นปาจิตตีย์; ต้นบัญญัติ: chabbaggi (พระฉัพพัคคีย์)
๘๐. สภายนิกขมนะ — เมื่อเรื่องยังค้างอยู่ในสงฆ์ ไม่ให้ฉันทะแล้วลุกหลีกไป เป็นปาจิตตีย์; ต้นบัญญัติ: chabbaggi (พระฉัพพัคคีย์)
๘๑. จีวรทานอนุตาปะ — กับสงฆ์ผู้พร้อมเพรียงกันให้จีวรแก่ภิกษุแล้ว ภายหลังบ่นว่าว่าภิกษุน้อมลาภสงฆ์ไปตามชอบใจ เป็นปาจิตตีย์; ต้นบัญญัติ: chabbaggi (พระฉัพพัคคีย์) กรณีdabbamallaputta (พระทัพพมัลลบุตร)
๘๒. ปริณตลาภะ — รู้อยู่ น้อมลาภที่เขาน้อมไปเพื่อถวายสงฆ์มาเพื่อบุคคล เป็นปาจิตตีย์; ต้นบัญญัติ: chabbaggi (พระฉัพพัคคีย์)
วรรคที่ ๙ ราชวรรค (รตนวรรค) — ว่าด้วยพระราชา รัตนะ และเครื่องใช้ (บรรทัด 18782–19959)
(บาลีเรียกวรรคนี้ว่า “รตนวรรค”)
๘๓. ราชันตคหปเวสนะ — ไม่ได้รับบอกก่อน เข้าไปในห้องของพระราชากษัตริย์ที่รับมุรธาภิเษกแล้ว ขณะพระองค์ยังไม่ออก และยังไม่ออกรัตนะ เป็นปาจิตตีย์; ต้นบัญญัติ: pasenadi (พระเจ้าปเสนทิโกศล)
๘๔. รตนคหณะ — เก็บเอาหรือให้เก็บเอารัตนะ (ของมีค่า) หรือของที่สมมติว่ารัตนะ เป็นปาจิตตีย์ (มีข้อยกเว้น: เก็บแทนเพื่อฝากคืน); ต้นบัญญัติ: ภิกษุรูปหนึ่ง / visakha-migaramata (นางวิสาขา มิคารมาตา)
๘๕. วิกาลคามปเวสนะ — เข้าไปสู่บ้านในเวลาวิกาล (หลังเที่ยง โดยไม่ได้แจ้งภิกษุอื่น) เป็นปาจิตตีย์; ต้นบัญญัติ: chabbaggi (พระฉัพพัคคีย์)
๘๖. อัฏฐิสลากะ (กล่องเข็มทำด้วยกระดูก งา เขา) — ให้ทำกล่องเข็มด้วยกระดูก งา หรือเขา เป็นปาจิตตีย์ (ที่ให้ต่อยทำลายเสีย); ต้นบัญญัติ: ภิกษุหลายรูป
๘๗. อติเรกอัฏฐังคุลปาทกะ — ให้ทำเตียงหรือตั่งใหม่ที่มีเท้าสูงเกิน 8 นิ้วสุคต (วัดจากขอบล่างแม่แคร่) เป็นปาจิตตีย์ (ที่ให้ตัดเสีย); ต้นบัญญัติ: upananda-sakyaputta (พระอุปนันทศากยบุตร)
๘๘. ตูลโอนัทธะ — ให้ทำเตียงหรือตั่งที่หุ้มนุ่น เป็นปาจิตตีย์ (ที่ให้รื้อเสีย); ต้นบัญญัติ: chabbaggi (พระฉัพพัคคีย์)
๘๙. นิสีทนปมาณะ — ให้ทำผ้าสำหรับนั่ง (นิสีทนะ) เกินประมาณ (ยาว 2 คืบ กว้างคืบครึ่ง ด้วยคืบสุคต) เป็นปาจิตตีย์ (ที่ให้ตัดเสีย); ต้นบัญญัติ: chabbaggi (พระฉัพพัคคีย์)
๙๐. กัณฑุปฏิจฉาทิปมาณะ — ให้ทำผ้าปิดฝีเกินประมาณ (ยาว 4 คืบ กว้าง 2 คืบ ด้วยคืบสุคต) เป็นปาจิตตีย์ (ที่ให้ตัดเสีย); ต้นบัญญัติ: chabbaggi (พระฉัพพัคคีย์)
๙๑. วัสสิกสาฏิกาปมาณะ — ให้ทำผ้าอาบน้ำฝนเกินประมาณ (ยาว 6 คืบ กว้าง 2 คืบครึ่ง ด้วยคืบสุคต) เป็นปาจิตตีย์ (ที่ให้ตัดเสีย); ต้นบัญญัติ: chabbaggi (พระฉัพพัคคีย์)
๙๒. สุคตจีวระ — ให้ทำจีวรที่มีขนาดเท่าสุคตจีวรหรือใหญ่กว่า (ยาว 9 คืบ กว้าง 6 คืบ ด้วยคืบสุคต) เป็นปาจิตตีย์ (ที่ให้ตัดเสีย); ต้นบัญญัติ: nanda (พระนันทะ)
ความสำคัญ
- ปาจิตตีย์เป็นอาบัติกลุ่มใหญ่ที่สุดในpatimokkha (ปาฏิโมกข์) (92 สิกขาบทจาก 227 ทั้งหมด) สะท้อนขอบเขตที่ครอบคลุมตั้งแต่วาจา อาหาร การใช้ชีวิต ไปจนถึงของใช้
- วรรค ๑–๓ เน้นการปกป้องความสัมพันธ์กับอนุปสัมบัน ภิกษุณี และสังคมรอบข้าง; วรรค ๔–๕ เน้นความสันโดษในอาหารและการดำเนินชีวิต; วรรค ๖–๙ เน้นวินัยภายในสงฆ์และความสงบเรียบร้อย
- วรรค ๘ (สหธรรมิกวรรค) มี 12 สิกขาบท ต่างจากวรรคอื่นที่มี 10 จึงรวมเป็น 92 พอดี
- chabbaggi (พระฉัพพัคคีย์) เป็นต้นเรื่องของสิกขาบทมากที่สุด รองลงมาคือ upananda-sakyaputta (พระอุปนันทศากยบุตร)