จุลวรรค (Cullavagga) คือหมวดที่ 2 ของขันธกะในพระวินัยปิฎก ต่อจากmahavagga (มหาวรรค) ประกอบด้วย 12 ขันธกะ ว่าด้วยระเบียบสังฆกรรมลงโทษ วิธีออกจากอาบัติหนัก วัตรปฏิบัติ กำเนิดภิกษุณี และบันทึกสังคายนา 2 ครั้งแรก บรรจุใน มมร เล่มที่ 8–9


12 ขันธกะ

  1. กัมมขันธกะ (ขันธกะที่ 1) — ว่าด้วยสังฆกรรมลงโทษ 5 ประเภท ได้แก่ ตัชชนียกรรม นิยสกรรม ปัพพาชนียกรรม ปฏิสารณียกรรม และอุกเขปนียกรรม พร้อมเงื่อนไขและวิธีปฏิบัติหลังถูกลงโทษ

  2. ปาริวาสิกขันธกะ (ขันธกะที่ 2) — ว่าด้วยวัตรที่ภิกษุผู้อยู่ปริวาสต้องปฏิบัติ เป็นขั้นตอนแรกของการแก้sanghadisesa-13 (สังฆาทิเสส 13)

  3. สมุจจยขันธกะ (ขันธกะที่ 3) — ว่าด้วยกระบวนการออกจากอาบัติสังฆาทิเสสครบวงจร ตั้งแต่ปริวาส มานัต จนถึงอัพภาน (การรับกลับเข้าหมู่)

  4. สมถขันธกะ (ขันธกะที่ 4) — ว่าด้วยการระงับอธิกรณ์ (คดีความในสงฆ์) ด้วยadhikaranasamatha-7 (อธิกรณสมถะ 7) ทั้ง 7 วิธี

  5. ขุททกวัตถุขันธกะ (ขันธกะที่ 5) — รวมเรื่องเบ็ดเตล็ด 110 เรื่อง ว่าด้วยข้อห้ามและอนุญาตในชีวิตประจำวันของภิกษุที่ยังไม่ถูกบัญญัติไว้ในหมวดอื่น

  6. เสนาสนขันธกะ (ขันธกะที่ 6) — ว่าด้วยที่พักอาศัย กุฏิ วิหาร และการจัดสรรเสนาสนะ มีเรื่องanathapindika (อนาถบิณฑิกเศรษฐี)สร้างพระเชตวัน

  7. สังฆเภทขันธกะ (ขันธกะที่ 7) — ว่าด้วยการทำลายสามัคคีสงฆ์ บันทึกเรื่องdevadatta (พระเทวทัต)พยายามแยกสงฆ์และลักษณะของสังฆเภท

  8. วัตตขันธกะ (ขันธกะที่ 8) — รวมวัตร 14 ประเภท 19 เรื่อง เช่น วัตรของภิกษุอาคันตุกะ วัตรของภิกษุเจ้าถิ่น วัตรของอุปัชฌาย์และสัทธิวิหาริก

  9. ปาฏิโมกขัฏฐปนขันธกะ (ขันธกะที่ 9) — ว่าด้วยการงดสวดปาฏิโมกข์ (30 เรื่อง) เหตุที่สงฆ์มีสิทธิ์ระงับการสวดเมื่อมีภิกษุอาบัติอยู่ในที่ประชุม

  10. ภิกขุนีขันธกะ (ขันธกะที่ 10) — บันทึกกำเนิดbhikkhuni (ภิกษุณี)สงฆ์ ดูรายละเอียดด้านล่าง

  11. ปัญจสติกขันธกะ (ขันธกะที่ 11) — บันทึกปฐมสังคายนา (สังคายนาครั้งที่ 1) ดูรายละเอียดด้านล่าง

  12. สัตตสติกขันธกะ (ขันธกะที่ 12) — บันทึกทุติยสังคายนา (สังคายนาครั้งที่ 2) ดูรายละเอียดด้านล่าง


ภิกขุนีขันธกะ — กำเนิดภิกษุณีสงฆ์

mahapajapati-gotami (พระนางมหาปชาบดีโคตมี) พระมาตุจฉาของพระพุทธเจ้า ทรงขอบวชถึง 3 ครั้ง พระพุทธองค์ทรงปฏิเสธทุกครั้ง ต่อมาพระอานนท์ทูลแทนและได้รับพระอนุญาตโดยมีเงื่อนไขว่าพระนางต้องรับ ครุธรรม 8 ประการ ซึ่งถือเป็นการอุปสมบทในตัว

ครุธรรม 8 ประการ (มมร ล.9 ข้อ 516–518)

ธรรมที่ภิกษุณีต้องสักการะ เคารพ นับถือ บูชา ไม่ละเมิดตลอดชีวิต:

  1. ภิกษุณีแม้อุปสมบทแล้ว 100 ปี ต้องกราบไหว้ ลุกรับ ทำอัญชลีกรรม สามีจิกรรม แก่ภิกษุที่อุปสมบทในวันนั้น
  2. ภิกษุณีไม่พึงอยู่จำพรรษาในอาวาสที่ไม่มีภิกษุ
  3. ภิกษุณีต้องหวังธรรม 2 ประการ คือ ถามวันอุโบสถ 1 เข้าไปฟังคำสั่งสอน 1 จากภิกษุสงฆ์ทุกกึ่งเดือน
  4. ภิกษุณีอยู่จำพรรษาแล้วต้องปวารณาในสงฆ์สองฝ่าย โดยสถานทั้ง 3 (โดยได้เห็น โดยได้ยิน หรือโดยรังเกียจ)
  5. ภิกษุณีต้องธรรมที่หนักแล้ว ต้องประพฤติปักขมานัตในสงฆ์ 2 ฝ่าย
  6. ภิกษุณีต้องแสวงหาอุปสมบทในสงฆ์ 2 ฝ่าย เพื่อสิกขมานาที่ศึกษาธรรม 6 ประการครบ 2 ปีแล้ว
  7. ภิกษุณีไม่พึงด่า บริภาษภิกษุโดยปริยายใดๆ
  8. ปิดทางไม่ให้ภิกษุณีสอนภิกษุ เปิดทางให้ภิกษุสอนภิกษุณี

พระนางมหาปชาบดีโคตมีทรงยอมรับครุธรรม 8 ข้อนี้ ข้อนั้นจึงเป็นอุปสมบทของพระนาง และเป็นรากฐานของbhikkhuni (ภิกษุณี)สงฆ์


ปัญจสติกขันธกะ — ปฐมสังคายนา (มมร ล.9 ข้อ 614 เป็นต้นไป)

หลังพระพุทธปรินิพพาน mahakassapa (พระมหากัสสปะ) ได้ยินสุภัททภิกษุพูดว่าไม่ต้องทำตามพระวินัยอีกแล้ว จึงชักชวนคัดเลือกพระอรหันต์ 500 รูป (รวมพระอานนท์) จำพรรษาที่rajagaha (ราชคฤห์) สังคายนาพระธรรมและพระวินัย:

  • พระอุบาลีถามวินัยกับพระมหากัสสป
  • พระอานนท์ถามสุตตันตะกับพระมหากัสสป

เรียกว่า “ปัญจสติกสังคีติ” (สังคายนา 500 รูป) เป็นปฐมสังคายนา


สัตตสติกขันธกะ — ทุติยสังคายนา (มมร ล.9 ข้อ ยังไม่ระบุเลขข้อแน่ชัด)

ประมาณ 100 ปีหลังพุทธปรินิพพาน เกิดข้อพิพาทเรื่อง วัตถุ 10 ประการ ที่ภิกษุวัชชีบุตรในแคว้นvesali (เวสาลี)ปฏิบัติแต่ถูกโต้แย้งว่าผิดวินัย พระยสกากัณฑกบุตรชวนพระเถระมาตรวจสอบ ท่านพระเรวตะถามท่านพระสัพพกามีซึ่งเป็นพระสาวกผู้เฒ่า คณะสงฆ์ 700 รูป ลงมติว่าวัตถุ 10 ข้อนั้นเป็นอวินัย เรียกว่า “สัตตสติกสังคีติ” (สังคายนา 700 รูป)


ความสำคัญ

  • เป็นแหล่งหลักของกระบวนการแก้sanghadisesa-13 (สังฆาทิเสส 13)ครบวงจร (ปริวาส → มานัต → อัพภาน)
  • บันทึกกำเนิดbhikkhuni (ภิกษุณี)สงฆ์และครุธรรม 8 ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานของภิกษุณีวินัย
  • บันทึกสังคายนา 2 ครั้งแรกซึ่งเป็นรากฐานของการสืบทอดพระไตรปิฎก
  • เสริมmahavagga (มหาวรรค)และmahavibhanga (มหาวิภังค์)ให้พระวินัยปิฎกครบสมบูรณ์